และเราโชคร้ายที่ยังไม่ตาย
rating: +13+x

1

อากาศชื้นและเหนียวเหนอะ หมอกจางๆล่องลอยอยู่บนพื้น บดบังทัศนียภาพให้ย่ำแย่ลงไปอีก มันเป็นเวลากลางคืน ท้องฟ้าสีดำสนิทวาดอยู่เหนือศีรษะ ไร้ซึ่งแสงดาว พระจันทร์เสี้ยวแขวนตัวอย่างองอาจ เป็นแหล่งไฟแหล่งเดียวบนบึงบัดซบนี่

เอเยนท์มูนซองค์ห่มคลุมด้วยเสื้อโค้ดสีดำสนิท ซ่อนใบหน้าทั้งหมดไว้หลังหมวกปีกกว้าง เธอคาบบุหรี่ท้องถิ่นราคาถูก กลิ่นมันฉุนเหมือนเยี่ยวสุนัข แต่ก็ช่วยกลบกลิ่นเหม็นเน่าบนอากาศได้หมด เธอเดาะลิ้นไปมา ฟังเพลงเมทัลไปเรื่อยเปื่อย ไม่อยากหาที่นั่งเท่าไหร่ บั้นเอวยังคงปวดตุบ การเดินทาง 8 ชั่วโมง รถท้องถิ่นโง่ๆ และถนนเหี้ยๆ เป็นส่วนผสมบรรลัยระดับที่บั่นเอาความสนุกจากการเสี่ยงอันตรายไปหมดสิ้น

เอเยนท์ไทสันปรากฏตัวออกมาจากม่านหมอก เขามีรูปร่างสูง กรามหนา หัวล้าน และมักพูดด้วยเสียงต่ำ มีมุขตลกห่ามๆประดับตัว และมีนิสัยเสียคือชอบใช้ปืนอย่างไม่จำเป็น เขาเป็นทหารตกยุคที่สถาบันรัก ซื่อตรง มีลูกบ้า และสนผลงานมากกว่ามนุษยธรรม วันก่อนเขาพึ่งฆ่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของภัตตาคารระยำไปเพียงเพราะมันยิ้ม เหตุผลแค่นั้นจริงๆ

แต่ก็ใช่ว่ามูนซองค์จะไม่รังเกียจความเหี้ยมโหดแบบนี้ เธอชอบเลือด แต่มันควรจะถูกรีดออกมาจากพวกโง่เง่า ไม่ใช่พวกบริสุทธิ์ กว่าไอ้กุ๊กจีนเหลืองนั่นจะพูด มันก็เหลือนิ้วแค่ 8 และกว่าจะแน่ใจว่ามันพูดจริง มันก็เหลือนิ้วเพียงแค่ 2

…อ้อ รวมนับนิ้วเท้าด้วยแล้วล่ะ

ซึ่งถ้านับจากที่มันแอบเอาศพมนุษย์ประหลาดที่เนื้อไม่มีวันหมด และติดเชื้อมาทำอาหารให้คนกิน เพื่อประหยัดทุน ก็สาสมแล้ว

“หวัดดี มูนซองค์ …อีกแล้วสินะ สถานที่ลึกลับ บ้าบอ ที่มีแต่คนบ้าเข้าไปจัดการ”

“อาหะ เราแค่สำรวจเบื้องต้น” เธอขยี้บุหรี่ด้วยมืออีกข้าง ไม่ยีระยะต่อความร้อนบนปลายไหม้สีส้ม และจุดบุหรี่อีกตัวทันที “เราจะมองรอบๆ และติดต่อกลับไปที่สถาบัน”

“แล้วสถาบันก็จะสั่งให้เราเข้าไป” ไทสันเหยียดเสียง “…แล้วก็ตาย” เขาดูไม่สะทกสะท้านอะไรกับความตายที่เขาพูดถึง

“เอ้า มันระบุไว้ในเอกสารแล้วนี่ และมันคงดีนะ ถ้าแค่ตายน่ะ นายคงไม่อยากรู้ว่าคนที่ทำงานภาคสนามกับฉันเป็นยังไง” เธอหยิบบาเรตต้าคู่กายตรวจกระสุน จากนั้นก็เดินนำไปบนทางรกชันข้างหน้า ที่มีร่องรอยการใช้งานเมื่อนานมากแล้ว แต่ก็ไม่ได้นานขนาดที่ทำให้เส้นทางหายไป หญ้ายังคงรกครึ้ม และเส้นทางก็ยังดูเป็นเส้นทาง

“ไม่ได้คิดว่าไอ้ศพบ้าๆพวกนั่น จะนำเรามาถึงปลายขอบขนาดนี้ นึกว่าจะได้ตามข้อมูลง่ายๆอยู่สำนักงานซะอีก”

มูนซองค์ไม่ตอบคำถาม แต่เปลี่ยนเรื่อง “แล้วอีกทีมหนึ่งว่าไง”

ไทสันส่ายหน้า “ไอ้ ดร.คาร์นอฟเหี้ยนั่น หายตัวไปเลย ตอนนี้กำลังตามไปที่มหาลัยมันอยู่ ยังไม่มีความคืบหน้า โรงพยาบาลสำหรับการปลูกถ่ายอวัยวะจากศพที่เราเจอ ก็มีแนวโน้มว่ามี SCPs อยู่ภายในด้วย แม่ง ดูเหมือนเราอาจไปยุ่งกับองกรณ์ประหลาดๆอีกแล้ว”

“ดร.คาร์นอฟ นี่ใช่ที่เคยทำงานอยู่สถาบันหรือเปล่า”

“เคย…ใช่…นึกอะไรได้เหรอ”

“หมอนั่นเป็นสายให้หัตย์อสรพิษ และก็หักหลังองกรณ์ซ้ำๆกันหลายองกรณ์เลยล่ะ”

ไทสันเลิกคิ้ว “สมกับที่…”

มูนซองค์ถอนหายใจ “อย่าเอยชื่อนั้นอีก ฉันทำงานให้ที่นี่แล้ว”

หมอกหนาขึ้นไปอีก มองเห็นได้ไม่กี่คืบ พวกเขามีเพียงดาวเทียม กับสัญญาณวิทยุติดต่อสถาบันเพียงสองช่องทาง ถ้าเกิดอะไรผิดปกติขึ้น อย่างน้อยพวกเขาก็รู้ว่าเราอยู่ที่ไหน

“จริงหรือเปล่าที่เธอ กับ ดร.ฟีนิกซ์…”

“ดร.ฟีนิกซ์อยู่ในสายนะ ถ้าไม่อยากโดนรายงานก็ทำงานดีๆ ดีกว่า”

ไทสันผิวปาก หันไปมองทางอื่น และหยิบ MP5 ออกมาตรวจรังเพลิง มองดูหมอกหนาตรงหน้าด้วยใบหน้ายิ้มๆ “อะไรพาเรามาที่นี่กันเนี่ย” เขาถ่มน้ำลาย

“เพื่อมนุษย์ชาติโง่ๆไง”

“ทำงานกับเธอแล้วสนุกดีว่ะ”

“ฉันไม่จ่ายเป็นเซ็กส์หรอกน่า” เธอหัวเราะ แล้วเดินตรงไป สูบบุหรี่เหือกสุดท้าย หรี่ตาไปในหมอก แล้วโยนบุหรี่ลงไปในบึงเน่าๆ “เอาล่ะ นายรู้สึกถึงเงาที่มองเราอยู่ไหม”

“ห๊ะ” ไทสันเลิกคิ้ว ใบหน้าเขากลับมาเกร็ง เหลียวหลังไปมาในม่านหมอกสีขาว ไม่มีความหวาดกลัวแสดงให้เห็น มีแต่ความกระสันสู้ คนแบบนี้ใช้ได้

“ล้อเล่นน่า” เธอหัวเราะ “แต่สัชชาตญาณของฉันบอกว่า มันกำลังจะอันตราย” มูนซองค์ส่ายหน้า “เอาล่ะ ต้องพูดว่าอะไรนะ ถึงจะเข้าไปได้…”

ไทสันหยิบเอกสารส่งให้มูนซองค์ พร้อมกับบ่นอุบอิบ “ไม่รายงานสถาบันเหรอ”

“อยากมันส์ไหมล่ะ”

ไทสันหัวเราะ

“ดาร์ ดิอาร์ อะคิระ คาคิน” เจ้าหน้าที่สาวพูด จากนั้นหมอกสีขาวก็กระจายตัวออก กลายเป็นวงกลมล้อมรอบเนินขนาดใหญ่เบื้องหน้า อันเป็นที่ตั้งของโรงงานขนาดเล็กชั้นเดียว รกร้าง เต็มไปด้วยกระดูกมนุษย์ที่วางทอดกายอยู่รอบๆ

“ฉันน่ะมันต้องสาป ใครทำงานภาคสนามด้วย จะต้องโดนอะไรซักอยากลากไปทุกที ตั้งแต่ก่อนมารับใช้สถาบันแล้ว ไม่เคยเกินเดือน”

ไทสันส่ายหน้า “ฉันว่าเราทำงานร่วมกันครั้งเดียวก็ดีนะ”

มูนซองค์หัวเราะ “เป้าหมายคือ เราจะเข้าไปปิดเครื่องลบสถานที่ของโรงงานนี้ เพื่อให้หน่วยงานอื่นเข้ามาสำรวจอย่างละเอียด ถ้าจากเอกสารที่ไอ้กุ๊กนั่นมอบให้เราเป็นเรื่องจริงน่ะนะ”

“อาหะ”

“เป็นไปได้ว่า SCP-996-TH-3 อาจหลุดอยู่แถวนี้ ระวังด้วย ดร.ฟีนิกซ์บอกมา”

“มันคือไอ้ตัวที่เต็มไปด้วยอวัยวะงอกไม่สิ้นสุดนั่นใช่ไหม”

“นั่นแหละ ต้องใช้ค้อนทุบสมอง หรือไม่ก็เผาไฟ ซึ่งพอดีเราไม่มีทั้งสองอย่างด้วย” มูนซองค์ยักไหล่ เธอถอดหมวก แล้วใส่หน้ากากสีดำ หน้ากากทมิฬเรียบๆบดบังเครื่องหน้าทั้งหมด

“อะไรล่ะนั่น”

“หน่วยที่ฉันฝึกใช้น่ะ เอาไว้เตรียมตัวสู้ มันช่วยกรองแสงระดับต่ำ มันทำให้แยกแยะภาพลวงตาได้บ้าง นายใช้ไม่ได้หรอก มันต้องฝึกพอสมควร”

“แหม่ ฉันอยากตายเท่ๆบ้าง”

“ใช่ ถ้าแค่ตายน่ะนะ” มูนซองค์หัวเราะ ประโยคซ้ำเดิมนี้ทำให้ไทสันเลิกคิ้ว
เมื่อไม่พบอะไรผิดปกติ ทั้งสองก็เดินเข้าไปโรงงานอย่างระมัดระวัง


2

ภายในโรงงานนั้นไม่มีกลิ่น ไม่มีซากศพ และไม่พบสัญญาณสิ่งมีชีวิตใดๆ ไม่แม้กระทั่งหนูหรือแมลงตัวเล็กๆ นอกจากนี้ทั้งสองยังพบสัญลักษณ์ตัวทีในอักษรวงกลมแผ่หราอยู่บนผนังโรงงาน เป็นสัญลักษณ์ใหม่ที่เจ้าหน้าที่ทั้งสองไม่รู้จัก หลังจากการสำรวจลวกๆในเอกสารก็พบว่าโรงงานนี้ มีเบื้องหน้าคือโรงงานแปรรูปไม้ และเบื้องหลังเป็นองกรณ์แปลกๆ เหมือนองกรณ์ระยำต่ำช้าที่สถาบันเกลียดทั่วไปนั่นแหละ

ทั้งสองพบผังโครงสร้าง มีโกดังขนาดใหญ่ผิดปกติอยู่ด้านหลัง พวกเขาสำรวจอย่างระมัดระวัง และไม่พบอะไรผิดปกติในโกดังดังกล่าว จนกระทั่งจุดที่ลึกที่สุด ถัดจากไม้เก่าๆหลายล๊อต พวกเขาพบห้องที่มีเลือดแห้งกรังติดอยู่บนพื้น มีโครงกระดูกทับซ้อนกันอยู่ที่นี่ไม่ต่ำกว่าสิบศพ ประตูขนาดใหญ่เบื้องหน้าปิดตาย ดูเหมือนจะมีป้อมยามตรวจการเข้าออกอย่างแข็งขัน แต่มันร้างมานานมากแล้ว แถมยังมีกองพะเนินข้าวของกั้นประตูเอาไว้อีกทอดหนึ่ง

“เครื่องบัดซบนั่นไม่อยู่บนนี้” ไทสันพูด

“งั้นคงอยู่ข้างล่าง”

“ข้างล่าง?”

“เอกสารนี่ระบุว่า โรงงานนี้มีร้อยชั้น เจ้าเครื่องเป้าหมายของเราอยู่ที่ชั้น 3” มูนซองค์ยื่นเอกสารโครงสร้างให้ “ดูเหมือนพวกนี้จะไม่ได้เป็นมืออาชีพเท่าไหร่นะ ตอนอพยพก็ไม่ได้ทำลายข้อมูลทิ้ง”

“โอ้ว” แต่ก่อนไทสันจะหยิบกระดาษบนมือเรียวขาวมาอ่าน มูนซองค์ก็ฉวยเอกสารกลับมาเก็บไว้กับตัวทันที

“…และได้รับการร่วมมือจาก ดร.คาร์นอฟเป็นคนจัดการ”

ไทสันยักไหล่ เขารู้ว่าเขาระดับต่ำกว่า “นั่นน่าจะเป็นหัวหน้าใหญ่สินะ”

“ใช่มั้ง” มูนซองค์ยิ้ม “แต่มีรายชื่อหลายคนที่น่าสนใจ พวกเบื้องบนคงจัดการเองแหละ ที่นี้จะเข้าไปปิดเครื่องนั่นยังไงดี คงใช้เวลาซักพักกว่าจะเคลื่อนย้ายเสร็จ” เจ้าหน้าที่สาวคาดคะเนข้าวของที่วางกั้นพวกเขาห่างจากประตูตรงหน้า

“เอ้า ถอยมา”

“อะไร” เอเจท์มูนซองค์เลิกคิ้ว

แล้วลูกเกลี้ยงก็ถูกโยนเข้าไป

“ไอ้บัดซบ” มูนซองค์กระโดดหนีออกมาอย่างรวดเร็ว

“อยากมันส์ไม่ใช่เหรอ”

“เหี้ยมาก กุไม่ได้สนุกกับมึงเหมือนที่มึงสนุกกับกุนะ”

“แหม่ ฟังเหมือนฝ่ายชายเป็นพวกเสร็จเร็วเลยนะ”
มูนซองค์ชูนิ้วกลางใส่ไทสัน

ข้าวของแตกกระจาย ประตูเหล็กถูกแง้มออกช้าๆ หลังประตูบานใหญ่แตกต่างกับโรงงานเก่าๆข้างนอกราวฟ้ากับเหว มันเป็นห้องสีขาวขนาดใหญ่ สะอาดสะอ้าน …ใช่ มันสะอาดสะอ้านราวกับมีคนทำความสะอาดมันมาตลอด แถมมีกลิ่นยาฆ่าเชื้อจางๆในอากาศ ทำให้เจ้าหน้าที่มูนซองค์นึกถึงตอนที่ถูก SCPs แมลงหน้าปลวก กระซวกสีข้างจนต้องนอนโรงพยาบาลสถาบันเกือบสองเดือน มีแต่กลิ่นแอลกฮอร์ ฉุน คนซึมเศร้า และพวกที่เอาแต่ทำหน้าน่าหงุดหงิดใส่เวลาพูดถึงประสบการณ์ที่พาพวกเขาเข้ามา

ในนั้นเป็นห้องเปล่าๆ ตรงกลางมีซากกระดูกขนาดใหญ่เต็มไปด้วยหนามแหลมกองพะเนิน มีกะโหลกใหญ่ยักษ์น่ากลัวอยู่แค่อันเดียว เขี้ยวยาวเฟื้อย น่าจะเป็นปีศาจที่พวกหน้าห้องพยายามยับยั้งไม่ให้ออกมา หลังจากมองด้วยตาเปล่าจึงคิดว่าปลอดภัย ทั้งสองก็เดินเข้าสำรวจในห้อง มีหุ่นยนตร์ตัวเล็กๆโผล่ออกมาทำความสะอาดฝุ่นจากรอยเท้าของทั้งสอง ดูเหมือนไฟฟ้าในส่วนนี้ยังคงใช้งานได้

ที่สุดสายตามีลิพท์สีดำสนิท มันไม่ทำงาน ทั้งสองจึงจำต้องลงบันไดจากประตูขวา ไปช้าๆ ชั้นใต้ดินที่หนึ่งถูกปิดตาย มีแสงไฟลอดออกมาจากประตู มูนซองค์อธิบายอย่างยากลำบากว่าเราไม่ควรจะทำลายข้าวในนี้ให้ไทสันฟัง กว่าจะยอมเก็บระเบิดเข้ากระเป๋าก็เล่นเอาเอเยนท์สาวคอแหบแห้ง เขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญการใช้ระเบิดหรอก มันเป็นงานอดิเรก ไทสันชอบระเบิด ชอบยิงปืน และชอบหักคอคนด้วยมือ บ้าๆ เหมือนพวกเราทั้งหมดนั่นแหละ

ที่ชั้นใต้ดินชั้นที่สอง พวกเขาพบเห็นเลือดแห้งกรังเป็นหย่อมๆ ประตูเปิดอ้า ไม่มีโครงกระดูกใดบนหน้าประตู ซากศพถูกกำจัดไปด้วยอะไรซักอย่าง แต่พวกเขาตัดสินใจเข้าไปสำรวจ โดยไม่สนใจว่าเป็นฝีมือตัวชั้นบนดินหรือไม่

แอร์ถูกเปิดคาเอาไว้ทั้งที่เป็นไปไม่ได้ มันหนาวจนน่าขนลุก เจ้าหน้าที่สาวไม่อาจหาคำตอบได้ว่าทำไมยังมีไฟฟ้า และทำไมเครื่องปรับอากาศยังคงทำงานมาหลายเดือน นี่เรากำลังสำรวจ SCPs นะ เธอไม่ควรจะนึกถึงสามัญสำนึกเท่าไหร่ ไม่นานก็พบว่าเป็นสำนักงานฝ่ายทะเบียนขององกรณ์สหภาพไร้พรหมแดน ที่มีโลโก้แบบเดียวกับโรงงานเป๊ะ

มีซากศพแห้งๆอยู่จำนวนหนึ่ง นั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานเก่าขึ้นสนิม มันหันมาหาทั้งสองเมื่อเข้าใกล้ ทำเอาไทสันสะดุ้งสุดตัว แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติมากกว่านั้น ดูด้วยตาเปล่า บาดแผลบนศพน่าจะตายจากการอาละวาดของไอ้ปีศาจเขี้ยวยาวชั้นหนึ่ง พวกเขาพยายามสำรวจโดยอยู่ห่างๆศพนั่นเอาไว้ และก็ได้เอกสารเป็นจำนวนมาก จนต้องใช้เวลาสองสามชั่วโมงเพื่ออ่านมันให้ดร.ฟีนิกซ์ฟัง

“ดูนี่สิ” ไทสันพบอะไรเข้าระหว่างที่ทั้งสองกำลังอ่าน แล้วเอาปากกาเขียนลงบนกระดาษโน้ต มันว่างเปล่า แม้เขาจะเขียนอยู่

“อะไร ปากกาล่องหนเหรอ”

ไทสันชี้ไปที่สมุดโน้ตข้างๆ มันกำลังเขียนข้อความลามกที่ไทสันบรรจงแต่ง

“ตลกเรอะ”

ไทสันหัวเราะขำๆ เขาเก็บโน้ตกับปากกาไปด้วย

หลังจากนั้นอีกราวๆครึ่งชั่วโมง ทั้งสองได้รับการยืนยันว่าเครื่องสร้างหมอกลวงนั้นอยู่ชั้น 3

เมื่อไปถึงก็พบว่าประตูชั้นสามถูกปิดตาย มีรอยเลือดขนาดใหญ่เขียนเอาไว้หน้าประตู ‘พวกมันอยู่ในนั้น’ ส่วนบันไดข้างหน้าก็ทอดยาวลงในหลุมลึกสีดำ ไม่อาจคาดคะเนได้ว่ามันลึกแค่ไหน ทั้งสองเห็นต้องกันว่า เราไม่ควรลงไปกว่านี้ มุ่งมั่นทำภารกิจเสียก่อน

“เอ้า รออะไรล่ะ ใช้ว่าพวกเราจะไม่เคยเจอรอยเลือดสยองๆนี่ซักหน่อย” ไทสันยิ้ม

“มันมีคนเฝ้าน่ะสิ สัญชาตญาณของแม่นั่น (ดร.ฟีนิกซ์) ถูกตลอด จำเอกสารที่เราอ่านได้ไหม ตอนนี้ที่เราสบายๆอยู่ได้ เพราะระบบความปลอดภัยของที่นี่ทำงานอยู่ (ถ้าไม่นับตัวประหลาดที่หลุดไปด้านบนนั่นน่ะนะ) แต่หลังจากนี่น่ะ ไม่ใช่” เธอเดินเข้าไปสำรวจประตูที่ถูกปิดตาย เมื่อไม่เห็นอะไรผิดปกติ ก็เขยิบเอาตู้ที่ขวางออก มันไม่ได้ล๊อค เจ้าหน้าที่สาวเปิดออกอย่างรวดเร็ว เสียงครืดคราดเสียดฟัน สะท้อนก้องไปทั่ว ครวญครางราวสาวกรีดร้องไปไกลหลายกิโลเมตร

ฉับพลันใบหน้าของผู้เฝ้า ก็ปรากฏตัวบนหน้าต่างประตูบานนั้น ใบหน้าประหลาดสีขาวราวกับหน้ากาก มันไม่มีจมูก ดวงตาสีดำสนิทจดจ้องใบหน้าของมูนซองค์ ดูเหมือนมันจะไม่สามารถก้าวพ้นธรณีประตูออกมาได้ มันจ้องมูนซองค์ต่อไปราวกับระมัดระวังอะไรบางอย่าง เมื่อเจ้าหน้าที่สาวเดินออกมาช้าๆ มันก็ค่อยๆผลุบไปในเงามืดหลังประตูหน้า กลืนหายไปในมหาสมุทรสีดำสนิท

“ไอ้ชิบหาย เอ๊ย” เธอพ่นลมหายใจ

“งั้นปีนช่องลิพท์ดีกว่ามั้ง” ไทสันเสนอ

“อ่ะชะแลง” เธอโยนให้ไทสัน “ฉันรู้ว่าเราต้องงัดลิพท์แน่ๆ”

“พึ่งเจอเอเยนท์ที่บุกกับฉันตลอดได้นะเนี่ย พวกแม่งปกติต้องโอดครวญรอกำลังเสริมแล้ว”

ทั้งสองกลับไปที่ชั้นสอง แงะช่องลิฟต์ แล้วเริ่มปีนไปที่ชั้นสาม

ประตูลิฟต์เปิดออก แสงไฟสลัวอย่างผิดปกติเผยให้เห็นห้องโล่งๆ ไม่มีท่าทีของผู้เฝ้าสีขาวเลย ในนี้มีกลิ่นสาปเหมือนอาเจียนผสมเลือด ไทสันทำหน้าย่นเมื่อได้กลิ่น เขาคงสบถเสียงดังออกมาแล้ว ถ้าไม่ได้ติดว่าพวกเขากำลังปฏิบัติการณ์กันอยู่ ถึงจะมีไฟ มันก็ไม่ได้สว่างพอทำให้มองเห็นได้สบาย มูนซองค์ยังคงใช้ไฟฉายคุณภาพต่ำส่งไปช้าๆอย่างเคย มันคุ้นตาเหลือเกิน การจัดวางหลายๆอย่างเหมือนที่เธอเคยเห็น

แล้วเธอก็นึกออก เมื่อเห็นป้ายระดับคุกคามบนกำแพง มันเป็นสถานที่คล้ายๆกับการกักกันในสถาบัน เรียกได้ว่าลอกกันมาเลยดีกว่า พวกนี้จะเป็นที่เก็บ SCP ระดับเซฟ สิ่งที่แตกต่างจากสถาบันจริงก็เห็นจะแค่โลโก้ตัวที กับระดับภาษาบ้าบอที่อ่านแทบไม่ออก

มีอะไรบางอย่างลอยอยู่บนอากาศ มันเป็นมือ มือสีเลือด ที่โผล่ออกมาบนเมฆสีดำสนิทก้อนเล็ก ล่องลอยอย่างไร้เหตุผล ก็ SCPs ปกติ ดูเหมือนมันจะไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของพวกเขา

ทั้งสองจึงค่อยๆหลบมือสีเลือดนั่นเข้าไปที่อีกห้องหนึ่ง ห้องนั้นมีกลิ่นฉุนสาบ จนทั้งสองไอค่อกแค่ก แถมทัศนะวิสัยก็แย่ มีหมอกสีน้ำตาลจางๆไหลอยู่บนพื้น พวกเขาต้องรีบออกจากห้องนั้น ระหว่างคลานหนีเธอก็เก็บปืนทีมีสัญลักษณ์คุ้นตาขึ้นมาได้

“นี่มันปืนของเดอะแฟกโตรีนี่ น่าสนใจนะว่า ดร…..”

ไทสันเอามืออุดปากมูนซองค์ และพยักเพยิกไปตรงหน้า

แมลงสีดำขนาดยักษ์ กำลังทำความสะอาดหนวดของตัวเองอย่างช้าๆ มันสูงพอกับมนุษย์ แต่ตัวยาวใหญ่เหมือนรถยนตร์ ทั้งสองพึ่งสังเกตุเห็นว่าที่นี่เป็นรังขนาดใหญ่ของแมลงสาป เต็มไปด้วยไข่แหลมเรียวเรียงกันเป็นพรืดๆ ไอ้หมอกสัปปะรังเคก็ชื้นหนาเสียจนจมูกแฉะ

“ดร.ฟีนิกซ์ เราเจอแมลงสาปยักษ์ มีข้อมูลมันบ้างไหม”

“เอาไงดี” ไทสันพูด ใบหน้าของเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว มันมีความกลัวแฝงอยู่ในนั้น

แต่ทันจะได้พูดถึงแผนการ พวกเขาก็ต้องนิ่งค้างไม่อาจทำอะไรอื่น แมลงสาปขนาด 2 เมตรอีกตัวส่งเสียงจึ่กๆอยู่ด้านซ้าย มันกำลังสำรวจ จับสิ่งผิดปกติได้ โผล่ใบหน้ามาหาทั้งสองจากที่ซ่อนช้าๆ และจดจ้องไปบนใบหน้าของไทสัน ด้วยดวงตาสีดำเลื่อม มีของเหลวหยาดเยิ้มไหลหยดลงบนพื้น แหมะ แหมะ แหมะ….

ลำดับของวิธีการเอาตัวรอดไหลพรั่งพรูในสมองของไทสัน พวกเขาต้องทำอะไรซักอย่างก่อนจะกลายเป็นเหยื่อ ทันใดนั้นก็มีเสียงดังกึกก้องมาจากรังของแมลงสาปยักษ์

SCP-996-3-TH กำลังแหกกำแพงออกมา มันมีด้วยกันหลายสิบตัว เป็นก้อนอวัยวะที่แตกหน่ออย่างไม่เป็นระบบ กระโดดเข้าใส่ฝูงแมลงสาป พวกแมลงสาปยักษ์ไม่รีรอ เข้าป้องกันรังทันที
เจ้าแมลงสาปหน้าโง่ที่อยู่ใกล้พวกเขาหันไปหาที่มาของเสียง ทำให้ทั้งสองสบโอกาสยิงใส่แมลงสาปนั่นจนหัวแตกกระเซ็น มันดิ้นพร่าน และฟาดท่อนแขนเขาใส่เอเจนท์ไทสันอย่างจัง

“มันคือตัวเต็มวัยสินะ” ไทสันลุกขึ้นพร้อมมองไปที่ตัวที่ฟักออกจากไข่โลหิต ที่กำลังฉีกทึ้งแมลงสาปจากระยะไกล ดูเหมือนเขาไม่เป็นอะไรมาก มีเลือดออกที่แขน และรอยช้ำเป็นจ้ำๆ ไทสันไม่ร้องซักเอะ เอเจนท์มูนซองพยุงร่างของเจ้าหน้าที่หัวล้าน จากนั้นก็รีบออกไปที่ประตูอีกด้านที่เล็งไว้ตั้งแต่แรก ปล่อยให้สัตว์ประหลาดทั้งสองสู้กันเป็นพลวันด้านหลัง

เมื่อเปิดประตูออก ก็พบกับห้องมืดสีดำสนิท ทั้งสองพักเอาแรง

“ดูเหมือนในนี้จะมีระบบนิเวศเป็นของตัวเอง เกิดจาก SCPs หลายชนิดแน่ๆ”

“ดร.ฟีนิกซ์บอกว่า โรงงานนี้น่าจะทิ้งร้างมาได้ สองสามเดือนแล้วล่ะ พวกนี้อยู่ได้ด้วยเนื้ออะไรซักอย่าง”

“…เนื้อไม่รู้จบสินะ”

“เรายังไม่เคยทดลองการกิน SCP-996-3 มาก่อน อาจเป็นแบบนั้นแหละ” มูนซองค์ยักไหล่ พวกเขาค่อยๆเดินไปยังห้องถัดไป ที่นี่มีแต่กองเอกสาร พวกเขาไม่มีเวลาจะรวบรวมข้อมูล เสียงการต่อสู้ยังคงดังต่อเนื่อง แต่ก็ได้แผนที่ชั้นสามมาจากผนัง มันใหญ่มาก น่าจะประมานสนามฟุตบอลสามสนาม มูนซองค์สรุปว่าที่นี่สร้างอยู่บนการบิดเบือนมิติ และทำให้แผนการของพวกเขาซับซ้อนขึ้นไปอีก สุดท้ายไทสันก็เลือกที่ใช้เส้นทางที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด ซึ่งต้องเดินอ้อมไปหน่อย แต่เป็นทางที่ไม่มีได้ติดต่อกับประตูอื่นมากนัก มันเป็นทางตรง มุ่งไปหยั่งระบบป้องกันของโรงงาน พวกเขาได้คีย์การ์ดระดับสูงมาจากศพข้างบนแล้ว ไม่นานก็จะได้กลับบ้าน

ในซอยแคบๆสุดท้าย เป็นทางตรงทั่วไป ไม่นานพวกเขาก็เอะใจ เสียงย่ำเท้าของพวกเขาดังวนไปมานานมาก มันควรจะเป็นทางตรงสั้นๆ หรือการรับรู้ของเขาถูกบิดเบือน มูนซองค์ยืนยันว่าจากหน้ากากของเธอแล้ว เส้นทางที่เราเดินมันทอดไปยังความมืด มันอาจเกิดจาก SCPs บางตัว พวกเขาติดกับเข้าให้ และเมื่อไทสันตัดสินใจจะลองกลับไปรังแมลงสาป เมื่อเขาหันกลับไปเท่านั้นแหละ

ก็มีเสียงเลื่อยดังกรีดร้องออกมาจากกำแพง ใบหน้าสีดำสนิทก็ค่อยๆโผล่ออกมาจากตรอกตรงหน้า มันไม่มีแสงใดจากที่ตรงนั้น แต่พวกเขาก็เห็นใบหน้ามันชัดเจน เป็นใบหน้าของศพแห้งกรัง ไม่มีดวงตา ไม่มีฟัน ยิ้มหรา ราวกับเด็กน้อยกำลังสุขสันต์กับเค้กวันเกิดสีสดสวย

มันเป็นมนุษย์ผิวสีดำ ใส่ผ้ากันเปื้อน ร่างซูบผอมราวกับศพ

มันกำลังรอให้ทั้งสองหันไปหา

มันรออยู่แล้ว เงื่อนไขมีเพียงแค่นั้น….

แล้วไอ้ปีศาจนรกก็ตรงรี่เข้ามาราวกับสุนัขคลั่ง ไทสันยิงกระสุนจนหมดแม๊ก แต่มันก็พุ่งเข้ามา ไม่เจ็บ ไม่สะดุ้ง ไม่แม้แต่จะสนใจกระสุนด้วยซ้ำ เจ้าหน้าที่ทั้งสองถูกบีบให้วิ่งตรงไปเรื่อยๆ แต่ดูเหมือนว่ามันเป็นเส้นทางตรงไม่รู้จบเหมือนที่พวกเขาเดิน แล้วเจ้าปีศาจก็วิ่งใกล้เข้ามาทุกวินาที

“กับดัก …มิติ ..มันจับเราไว้ ระเบิด ข้างๆ” มูนซองค์พูดเป็นคำๆ เพราะหายใจไม่ทันระหว่างวิ่ง
ไทสันพยักหน้า แล้วเขวี้ยงระเบิดไปที่กำแพงด้วยสัชชาตญาณล้วนๆ เจ้าปีศาจเลื่อยกระเด็นไปข้างหลังเพราะแรงระเบิด กำแพงถล่มเป็นรูโหว่ มันเป็นห้องข้างๆ! พวกเขารีบอาศัยจังหวะนั้นวิ่งออกไปห้องดังกล่าว จากในหน้ากากสีดำของมูนซองค์บ่งบอกว่ามิติถูกทำลายไปแล้ว แต่ก่อนที่พวกเขาจะหายใจคล่อง พวกเขาก็รู้สึกได้ถึงเสียงครืดคราดของลมหายใจต่ำๆ เมื่อมองไปหยั่งประตูอีกด้าน มันกลับกลายเป็นประตูหน้าห้องใต้ดินชั้น 3 จากตรงบันได เป็นประตูที่พวกเขาไม่อยากเดินเข้ามาตั้งแต่แรก ห้องนี้มืดสนิทราวกับคืนไร้ดวงจันทร์ พวกเขารู้ว่าไม่ได้อยู่กันแค่สองคน แต่พวกเขามีทางเลือกที่ไหนล่ะ

พวกผู้เฝ้าสีขาวโผล่ออกมาจากความมืด ทีล่ะตัว ทีล่ะตัว มีผู้เฝ้าสีขาวจำนวนนับร้อยหันมามองทั้งสอง ด้วยสายตาดำสนิท ไทสันกับมูนซองค์ค่อยๆเดินเข้าไปตรงกลางห้อง หลบจากรูโหว่ของไอ้เลื่อยดำให้ไกลที่สุด

เจ้าเลื่อยสีดำโผล่ออกมาอีก มันร้องตะโกนคลั่ง เสียงเหมือนหมูถูกเชือด แล้วก็วิ่งเข้ามาในห้อง มันเห็นผู้เฝ้าสีขาวโผล่มาหา มันจึงใช้เลื่อยฟาดฟันเข้าใส่ ผู้เฝ้าสีขาวบางตัวกรีดร้องล้มลง มันอาละวาดเข้าใส่อะไรก็ตามที่เคลื่อนไหวใกล้ๆ ตอนแรกเลื่อยสีดำดูจะได้เปรียบ แต่ไม่นานก็ถูกผู้เฝ้าสีขาวจับตัวได้ด้วยจำนวนที่มากกว่าอย่างเหลือเชื่อ เลื่อยสีดำพยายามดิ้น หลุดออกจากวงล้อม แต่มันไม่กู่ร้องบ้าคลั่งอีกแล้ว คราวนี้มันวิ่งหนี กลับไปที่รูโหว่ของกำแพง เท่านั้นแหละเจ้าหน้าที่ทั้งสองที่มองดูสถาณการณ์ก็ได้ยินเสียงร้องทุ้มต่ำจนหูแทบหนวก คล้ายๆกับเพลงสวดของภาษาโบราณ แล้วเหล่าผู้เฝ้าสีขาวจำนวนนับไม่ถ้วนก็โผล่มาจับร่างของปีศาจหน้าโง่ ค่อยๆจมร่างของไอ้เลื่อยดำด้วยจำนวนราวกับไม่สิ้นสุด มันหนีออกไปไม่ได้ ถูกกดทับ และฉีกทึ้ง ไม่นานศพสีดำก็แหลกเละเป็นชิ้นๆ เลือดสีดำเจิ่งนองทั่วพื้น

ผู้เฝ้าสีขาวบางส่วนไม่ได้ร่วมวงสังหาร ยังคงจ้องมองเอเยนท์ทั้งสองเช่นเก่า ไทสันพยายามลองแตะต้องประตูหน้า มันก็เริ่มส่งเสียงร้องน่าขนลุกแบบเมื้อกี้ใส่พวกเขา

“ชิบหาย เราติดอยู่ในนี้”

“เอาไงดี”

“หาทางออกอื่น คราวนี้เกินกำลังเราแล้ว” มูนซองค์สบถ “ห่าราก นี่เหมือนตอนไซต์ระยำนั่นแตกเลย ต่างกันเพียงไม่มีนิวเคลียร์”

“ลองค้นเอกสารที่เธอได้มาสิ”

ยามเฝ้าสีขาวยังคงนั่งนิ่งๆ มองดูเอเยนท์ทั้งสองทำงานโดยไม่ปริปากพูดอะไร มูนซองค์ค้นจนเจออะไรบางอย่าง

“ผู้เฝ้ามอง ใช่ๆ ไอ้นี่แหละ” เอเยนท์สาวพูดดีใจ “มันถูกสร้างมาในพื้นที่จำกัด”

“สร้างขึ้นมา?” ไทสัน

“มันเขียนไว้แบบนี้ มันไม่สามารถออกจากอาณาเขตที่เรากำหนดได้ และไม่ยอมให้ใครออกจากอาณาเขตด้วย เอาไว้ใช้สำหรับเฝ้า SCPs มีชีวิตต่างๆ ดูเหมือนเจ้าพวกนี้จะถูกกำชับไว้ห้ามให้ใครออกไปจากประตูชั้น 3 มีผลระดับมิติด้วยแหะ”

“มันมีข้อบกพร่องตรงที่ ถ้าเราทำเสียงดังมากๆ มันก็จะกำจัดเราในฐานะผู้แหกอาณาเขตอยู่ดี พวกมันไม่ได้เร็วมาก แต่มีปริมาณมหาศาล”

“ไทสัน ปกตินายพกระเบิดกี่อันเนี่ย”

เขาเข้าใจทันที “ 13 ถ้ารวมที่อยู่ในสมองด้วยน่ะ” หนุ่มหัวล้านหัวเราะนิดหน่อย เขาเป็นคู่หูหัวไวจริงๆ

ไทสันลุกขึ้นช้าๆ กะระยะ ค่อยๆเขวี้ยงลูกเกลี้ยงไปเรื่อยๆ เมื่อมันตกกระแทก ผู้เฝ้าสีขาวก็เข้าไปรุมทึ้งระเบิด

“เราจะกลับไปที่ลิพท์ ยอมรับเหอะว่าเราปิดเครื่องทำหมอกนั่นไม่ได้” ไทสันออกความเห็น เขาจับลูกบิดประตูเพื่อรอจังหวะ

เสียงระเบิดดังติดต่อกัน รังสีความร้อนแผ่วาบวูบใส่ใบหน้า เป็นไปตามวินาทีที่คำนวณ ผู้เฝ้าสีขาวจำนวนนับไม่ถ้วนโผล่มาจากมุมต่างๆ ไล่ระเบิดทั้ง 8 ลูกราวกับหมาหิวโซ ในจังหวะที่ 6 นั้น พวกเขาบิดลูกบิด เสียงระเบิดกลบเสียงเปิดประตู แล้วเอเยนท์ทั้งสองก็หลุดออกมาจากประตูหน้าด้วยความเร็วชั่วพริบตา

“แม่งเอร๊ย” ไทสันสบถพร้อมถอนหายใจ ผู้เฝ้าสีขาวจำนวนเล็กน้อยสนใจพวกเขาบ้างก็จริง แต่ก็วิ่งมาไม่ทัน มือของมั่นเฉี่ยวหลังไวๆของไทสันไปเพียงแว่บเดียว พวกมันทำได้แต่จ้องมองจากประตูอีกด้าน พยายามออกมา แต่มือที่หลุดอาณาเขตไปก็ถูกบั่นทำลายด้วยวิธีที่ไม่ปรากฏ ส่วนที่เหลือกำลังส่งเสียงครวญครางอย่างไม่เป็นภาษา เมื่อทั้งสองเดินออกห่าง มันก็ยังจ้องมองทั้งสองต่อไป ด้วยใบหน้านับพันที่อยู่ในประตูอีกด้าน มันอาจโมโห ที่หน้าที่ของมันถูกละเมิด

“พอเถอะ นี่มันเยอะเกินไปแล้ว” ไทสันหอบหายใจ ส่ายหน้า มองไปหยั่งบันไดที่ทอดตัวขึ้นไปด้านบน ในดวงตามีความหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่จากท่าที ก็เป็นการประเมินของผู้มีประสบการณ์ ที่คิดจะถอนกำลังอย่างเยือกเย็น ดูเหมือนเขาจะไม่สนุกกับการต่อสู้ไร้ประโยชน์

“ยังไงซะ องกรณ์นี้ล่มสลายแล้ว ที่เหลือก็คือการเก็บกู้แหละนะ” เอเยนท์มูนซองค์เดอะลิ้น เธอทำท่าผิดหวัง แต่ในโรงงานห่วยๆนี่ ต้องพึ่งหน่วยกวาดล้างจริงๆนั่นแหละ มันทำให้นึกถึงเหตุการณ์ในองกรณ์ของเธอเมื่อหลายปีก่อน ที่นี่มีการดูแลที่อ่อนเกินไป ซ้ำร้ายยังดูถูกวัตถุเหนือเหตุผลพวกนี้อย่างโง่เขลา

“นึกว่าต้องใช้ระเบิดตรงนี้แล้วนะเนี่ย” ไทสันชี้ที่หัว แล้วหัวเราะ ก่อนจะค่อยๆเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง

มันเป็นชั่ววินาทีที่พวกเขาประมาท เขาไม่ควรวางใจกับสถาบันนรกแตกนี่

ไทสันยังคงสับสนด้วยซ้ำเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น มือสีขาวยาวใหญ่ยักษ์จับตัวเข้าอย่างจัง มันโผล่ออกมาจากอากาศธาตุ โผล่มาเฉยๆเหมือนกับถูกเสกสร้างขึ้น มันต้องมีเงื่อนไข มันน่าจะอยู่ในเอกสาร เจ้าหน้าที่สาวพยายามเค้นเอาเงื่อนไขต่างๆออกมาจากในความทรงจำ แต่ก็จำไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

“ไอ้ฉิบหาย” เขาร้อง ร้องอย่างบ้าคลั่ง “ฆ่าฉัน ฆ่าฉันเลย” ดวงตานั่นเป็นดวงตาที่แน่วแน่ ดวงตาที่พร้อมยอมตายเพื่อการจากลา มันส่งมาหาอย่างเด็ดขาดให้กับเจ้าหน้าที่สาว เป็นคำสั่งสุดท้ายของคู่หูชั่วคราว

มูนซองค์มองเพื่อนร่วมอาชีพด้วยสายตาเคร่งเครียด เธอตัดสินใจทันที แม้จะเป็นระยะสั้นๆ แต่ทั้งสองก็เป็นคู่หูที่เข้าขากันอย่างมาก ทั้งไม่ยีระยะต่อโลก สนุกกับการเสี่ยงภัย เห็นเรื่องผิดปกติทางเหตุผลเป็นเรื่องสนุก ฝังระเบิดไว้ที่หัว ปรารถนาที่จะตายอย่างฉับไวจากการทำงานที่รัก เราบางคนวางแผนแบบนั้นจริงๆ

แต่สวิ๊ทที่ไทสันให้ไว้ก่อนเริ่มงาน ไม่ทำงาน…

เธอพยายามกดอีกครั้ง แต่ทุกอย่างก็เหมือนเดิม ไทสันมองการกดระเบิดด้วยสายตาที่ตกใจสุดกู่ เขาพูดอะไรไม่ได้อีกหลายวินาที

“โอ้ว พระเจ้า…” นั่นคือเสียงสุดท้ายที่มูนซองค์ได้ยินจากปากไทสัน เขาถูกกระชากหายเข้าไปจากชั้นสอง มันเลื่อนผลุบเข้าไปในผนัง หายไปเหมือนตอนแรกที่มันไม่ปรากฏ

จากนั้นมือเปื้อนเลือดสีแดงอันเล็กๆที่ทั้งสองหลบมาเมื่อหลายชั่วโมงก่อน ก็ปิดประตูชั้นสองอย่างช้าๆ แล้วจึงเขียน ‘พวกมันอยู่ในนั้น’ ด้วยเลือดบนนิ้วมือบนประตู ก่อนจะหายเข้าไปในผนัง

เป็น SCPs ที่เกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน

มูนซองค์จ้องมองบันไดด้วยดวงตาระแวง ดวงตาเปล่ามองไม่เห็น แต่ใต้หน้ากากที่กรองแสงอย่างผิดปกติที่เธอใช้ ทำให้เห็นมิติบิดเบี้ยวบางๆลอยอยู่บนอากาศ และก็เห็นเส้นลางๆคล้ายกับดักอยู่สองสามที่ ถ้าไม่จ้องก็ไม่รู้
เธอเดินข้ามบันไดขั้นที่ 6 อย่างระมัดระวัง มันก็แค่การเหยียบขึ้นไปบนบันไดขั้นนี้ และลงไปบันไดที่ 1 ของชั้น 4 เป็นเงื่อนไขความปลอดภัยไว้ใช้กำจัดบุคคลภายนอกที่พยายามบุกเข้ามาโดยไม่ใช้ลิพท์ พวกเขาไม่ใช้บันไดในการเดินทางอยู่แล้ว มันเป็นแค่ตัวหลอกไว้จัดการคนนอกที่ปลอมเป็นใครก็ตามเข้ามาในนี้

เอเยนท์มูนซองค์ เดินไปที่ชั้นสอง เธอหรี่ตามองประตูเหล็ก พวกมันต้องพาไทสันไปที่ห้องไต่สวน ระเบียบการแรกของจัดการผู้บุกรุกก็คือฆ่า อย่างที่สองก็คือ ถ้าจับได้ก็ต้องบีบเอาข้อมูลออกมา เหมือนกันทุกที่นั่นแหละ ดังนั้นที่ชั้น 3 กับชั้นอื่นๆก็คงมีกับดักเต็มไปหมด ที่หน้าประตูซึ่งเขียนว่า “พวกมันอยู่ในนี้” ไม่ใช่การเตือนถึงหายนะข้างในห้อง แต่เป็นการบอกว่า ผู้บุกรุกถูกจับกุมแล้วต่างหาก

หรือไม่ก็ เป็นแค่ SCPs สวะที่ฆ่าและทรมานคนด้วยเหตุผลโง่ๆอะไรซักอย่าง

“ไทสัน หวังว่าเธอจะตายอย่างรวดเร็วนะ”

เจ้าหน้าที่มูนซองค์พึมพำกับตัวเอง แล้วเดินเข้าไปในชั้นสองอีกครั้ง


3

เอเจนท์ไทเรนท์ กอดอก ใบหน้าขึงเครียด มองเหม่อไปทิศทางที่โรงงานนรกแตกของมูนซองค์ควรจะตั้งอยู่ ซึ่งมีเพียงแต่ม่านหมอกสีขาว จนทำให้หน่วยกวาดล้างเฉพาะกิจของพวกเขาเดินวนเป็นวงกลมมาหลายชั่วโมงแล้ว
ไทเรนท์เป็นคนยุโรป ตัวโย่ง ผอม ใส่แว่นสีดำโฉบเฉี่ยว ซ่อนร่างกายในโค๊ตหนาอบอุ่น ใบหน้าของเขาตอบ ผิวซีด ดวงตาเหมือนหลับตลอดเวลา เคี้ยวหมากฝรั่งรสมินต์จืดๆ ที่เคี้ยวมาหลายชั่วโมง เขาพยายามไม่พูดกับใครถ้าไม่จำเป็น เพราะกำลังหงุดหงิดกับการเสียเวลาเปล่าที่นี่ โดยเฉพาะบึงสวะโง่ๆที่มีกลิ่นเปรี้ยวเหม็นเหมือนเสื้อกล้ามนักกีฬา ทำเอาเขาอยากตะโกนด่าเป็นภาษาเสปนนิชติดต่อกันสิบชั่วโมง

ร้อยเอกภิภพ เป็นคนตัวเล็ก ผิวคล้ำ หัวหน้าหน่วยกวาดล้างประจำเอเชียอาคเนย์ประจำสถานี 234 และร้อยเอกกวนองหน่วยกวาดล้างในจีนหน่วย 2d78 ปล่อยให้คนของเขาลาดตระเวนวนเป็นวงกลมด้วยความไม่เต็มใจไปเรื่อยๆ และกำลังพูดคุยกันถึงภารกิจช่วยเหลืออยู่ที่เต็นท์ชั่วคราวด้านหลัง มันอาจบานปลายกลายเป็นภารกิจกวาดล้าง จากคำบอกเล่าของดร.ฟีนิกซ์ เป็นไปได้ว่าแค่ 2 หน่วยนี้อาจไม่พอ แต่ก็มีแค่ 2 หน่วยนี้ที่ว่างอยู่ ส่วนหน่วยเก็บกู้ก็บ่นอุบอิบอยู่ลึกเข้าไปในเต๊นท์ชั่วคราว ถ้าหากมีเรื่องร้ายแรงจริงๆ หน่วยเก็บกู้ก็จะตายเป็นเบือเหมือนปกติ

เจ้าหน้าที่มูนซองค์มีระดับการกวาดล้างที่สูงพอสมควร และเป็นบุคลากรมีค่า เนื่องจากเป็นคนของหน่วยกวาดล้างเก่าแห่งหัตย์อสรพิษ ส่วนไทสันก็เป็นผู้เอาตัวรอดจากการต่อสู้มานานหลายปี พร้อมกับเก็บ SCPs มาแล้วหลายครั้ง ก็เป็นคนที่น่าสนใจดี

แต่ไทเรนท์ไม่สบอารมณ์ซักนิด ถ้าการขอความช่วยเหลือของดร.ฟีนิกซ์ ไม่คุ้มค่าล่ะก็ เขาจะเล่นคนพวกนี้ให้ถึงที่สุด การช่วยชีวิตบุคลากรน่ะมีความจำเป็นก็จริง แต่ไม่ได้ถึงขนาดต้องเอาหน่วยกวาดล้าง 2 หน่วยมาใช้ทิ้งเล่น มันเสียเวลา ไอ้การโดนหมอกสีขาวโง่ๆดักทางเราไม่ให้ไปไหนมาไม่ต่ำกว่า 7 ชม.แบบนี้ยิ่งแล้วใหญ่ คำรหัสที่ได้มาจาก เอกสารในภัตตาคารระยำก็ระบุรหัสแค่เมื่อเช้าเท่านั้น ตอนนี้พวกเขาต้องรออาทิตย์หน้า เพื่อใช้รหัสที่เอเจนท์มูนซองค์ใช้เข้าไปอีก แต่เพราะไอ้ระเบียบการเยอะแยะของโรงงานนี้แหละ มันถึงได้รอดพ้นจากสายตาของสถาบันมาได้ นี่ถ้ามันไม่ขายเนื้อของไข่โลหิตไป ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตามเจอไหม

หรือไม่ก็ มันตั้งใจให้เราตามมาเจอมากกว่า…

ดร.คาร์นอฟน่ะตัวอันตราย เขาสามารถผ่านการทดสอบจิตใจของสถาบันได้โดยไม่มีอะไรผิดปกติ แล้วหักหลังทุกคนพร้อมกันได้อย่างไรไม่มีใครรู้ แล้วทำไมต้องหักหลังด้วย เงินหรือ? อำนาจหรือ? นั่นเป็นคำถามที่สถาบันต้องหาคำตอบต่อไป

การรอคอย นำความเครียดอีกแบบมาให้ มันเป็นความเครียดที่ยาวนาน เหนื่อยหน่าย ไม่ได้ขึงตรึงเหมือนตอน SCP–682 หลุดออกมา และไม่ได้น่าหวาดหวั่นเหมือนตอนที่กำลังจะตาย แต่ก็ทำเอาทหารบางคนแทบบ้าไปกับมัน การทรมานเหล่านี้ กำลังทำให้ไทเรนท์หมดความอดทน เขายังคงมองไปที่ทิศทางของโรงงานที่ระบุในแผนที่ดาวเทียมเรื่อยๆ เพื่อหวังให้หมอกสถุลย์นี่หายไป แต่ก็ผิดหวังซ้ำๆ ตอนนี้เขาลังเลอยู่ว่าควรจะใช้หมากฝรั่งชิ้นสุดท้ายดีไหม เพราะปกติเขาจะเก็บหมากฝรั่งรสเบอรี่ฉ่ำหวานไว้วินาทีสุดท้ายของชีวิต เหมือนกับในภาพยนตร์นั่นแหละ ตายเท่ๆกับบุหรี่เฮือกสุดท้าย

แต่อันนี้เป็นหมากฝรั่ง เท่ไหมล่ะ?

ทว่าในจังหวะที่ไทเรนท์คิดว่าการรอคอยนี่เลวร้ายกว่าความตายเป็นไหนๆ เอเจนท์สาวตัวปัญหาก็โผล่พ้นจากหมอกสีขาวพอดี มูนซองค์อยู่ใต้หน้ากากสีดำสนิท หน้ากากของหน่วยกวาดล้างหน่วยเก่าของเธอ มองทีไรก็ขนลุกทุกที มันมืด ทะมึน และไร้ความรู้สึก ปกปิดทุกอย่างของความอ่อนแอในมนุษย์ เหลือเพียงการต่อสู้ไร้สิ้นสุดของหุ่นยนตร์ ตามปรัชญาหน่วยกวาดล้างของหัตย์อสรพิษ สถาบันน่าจะยึดหน้ากากนั่นไปแล้ว แต่ไทเรนท์เข้าใจ พวกเราต่างก็มีอะไรยึดเหนี่ยวอยู่ไม่ใช่หรือ

สภาพของเจ้าหน้าที่มูนซองค์ เปรอะเปื้อนด้วยเลือด ฝุ่น และมีร่องรอยของการต่อสู้อยู่รอบตัว แต่ก็แข็งแรงดี

“ไทสันล่ะ” ไทเรนท์เดินออกมารับ พร้อมกับภิภพ ที่นำหน่วยกวาดล้างของเขาเข้าประจำที่ เผื่อว่า มูนซองค์จะติดเชื้อหรืออะไรอันตรายมาด้วย จากการตรวจสอบด้วยตาเปล่าไม่พบอะไรผิดปกติ แต่เจ้าหน้าที่ไทเรนท์ไม่ได้ทำตามการตรวจเชื้อเบื้องต้น เขาเดินตรงเข้าไปพูดคุยทันที เขารู้ดีว่ามูนซองค์เองมีกระบวนการฆ่าตัวตายอย่างฉับไว เผื่อตัวเองถูกล้างสมอง ติดเชื้อ หรือถูกควบคุม สถาบันเลยรักเอเจนท์เสี่ยงตายพวกนี้ยิ่งนัก เพราะใช้คุ้มค่า และตายไปพร้อมกับความลับทั้งหมดในตัว

“ตายแล้วมั้ง ภารกิจล้มเหลว” มูนซองค์รายงานลวกๆ

“หมอกห่านี่เลยไม่จางไป ต้องรออาทิตย์หน้าเลยใช่ไหม” ไทเรนท์หัวเสีย
มูนซองค์พยักหน้า “เอกสารนี่ส่งให้สถาบันด่วนเลย” เธอกระแทกเป้ใส่ร่างผอมๆของไทเรนท์จนตัวของเขาโยก จากนั้นเจ้าหน้าที่สาวก็เดินเลยไปข้างหลัง ปล่อยให้หน่วยเก็บกู้ตรวจร่างกายอย่างละเอียด พร้อมกับถามหาเบียร์เย็นเฉียบระหว่างเจาะเลือด แต่กลับมีแต่กระป๋องเบียร์ท้องถิ่นราคาถูกของกวนองโยนมาให้แทน รสชาติเหมือนน้ำผ่านฟาง และบาดคอจนเหมือนถูกเฉือนด้วยมีสปาร์ต้า แต่ก็ช่วยดับกระหายได้บ้าง

ไทเรนท์เดินเข้ามาโดยไม่สนร่างเปลือยเปล่าของเธอเลย

“ถ้าไอ้ที่เธอร้องขอมา มันไม่คุ้ม เธอจะจบไม่สวยเอานา ทั้งเธอ ทั้งดร.ฟีนิกซ์”

“ไม่ต้องห่วง” เอเจนท์มูนซองค์รู้แล้ว ดร.ฟีนิกซ์บอกเองก่อนจะขึ้นมา มันเป็นเรื่องของการเมืองภายในในสถาบัน ดร.เนลสัน พยายามเตะถ่วงโปรเจ็คนี้มานาน และส่งรายงานเรื่องความไม่คุ้มค่าของโปรเจ็คนี้ให้เบื้องบนบ่อยๆ เพื่อดึงเอาหน่วยกวาดล้างมาใช้กับโครงการของเขา ทั้งเพิ่มระดับการวิจัย SCPs ในการครอบครองของตัวเอง และเพิ่มระดับการเข้าถึงของตน ดร.เนลสันเป็นคนไฟแรง ไฟแรงเกินไปหน่อย เขาอยากจะได้อำนาจเร็วเกินไป ซึ่งไม่ดีในฐานะของคนที่ทำอะไรเพื่อโลกแบบสถาบันเรา บางทีเธออาจต้องจับตามองเขาไม่ให้เหมือนกับที่พลาดในดร.คาร์นอฟ

เจ้าหน้าที่สาวรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ เธอโยนเบียร์ผ่านฟางโง่ๆลงไปบนบึง มันกระแทกเจิ่งน้ำสีข้นขุ่น และลอยนิ่งอยู่แบบนั้น หมอกสีเงินม้วนไหลไปตามลม เกรียวกราดบนผิวน้ำ เธอจุดบุหรี่สูบ รสไหม้แตะปลายลิ้น เหม็นราวกับห้องเครื่อง แต่ก็ทนสูบไปอย่างไม่ยีระยะ อากาศเย็นสบาย ราวกับไม่ได้รับรู้เหตุการณ์นรกแตกเมื่อครู่

แล้วฉับพลัน อยู่ๆ หมอกสีขาวที่ห่มคลุมทุกสิ่ง ที่เคยบดบังทัศนวิสัยเพียงคืบ ก็มลายหายไปช้าๆ โรงงานแปรรูปไม้นรกแตกตั้งตระหง่านอยู่บนสนามหญ้าสีทะมึน มีโครงกระดูกประดับเอาไว้อยู่ด้านนอกเป็นหย่อมๆ แสงแดดอ่อนยามเช้าสาดซัด ไม่ได้ช่วยให้โลกขุ่นมัวตรงหน้าอบอุ่นขึ้นแต่ประการใด

ไทเรนท์ เบ้ปาก เขาพยักหน้าให้กับเจ้าหน้าที่มูนซองค์ หัวหน้าหน่วยกวาดล้างเตรียมพร้อมฉับไว พวกเขาเข้าประจำที่ ปลดเอาการอคอยแสนทรมานจากบนบ่า ไทเรนต์เดินออกจากเขตที่พัก และเริ่มสั่งภารกิจค้นหาต่อ เขาหยิบเอกสารของเธอไปอ่านพลาง เดินตามหลังหน่วยกวาดล้างไปพลาง

มูนซองค์มองม่านหมอกที่ถูกกลืนด้วยแสงตะวันแห่งเช้าวันใหม่อย่างครุ่นคิด เธอเดอะลิ้นเหมือนที่ทำเป็นประจำ เกิดอะไรขึ้น อยู่ๆไฟฟ้าในโรงงานก็หมดไปหรือ? หรือพวกผู้เฝ้าสีขาวมันแหกกฎตัวเองได้? หรืออีแมลงสาปหน้าโง่นั่นมันบุกขึ้นมาแล้ว? และในจังหวะที่เธอเดาออกนั่นเอง ก็มีเสียงขีดเขียนดังขึ้นบนข้าวของที่เธอพอจะนำติดมาด้วย มันเป็นสมุดโน้ตที่มีมุกลามกสวะๆของไทสันเขียนเอาไว้

“ยังไม่ตาย” มันเขียนด้วยลายมือที่สั่นไหว หลายครั้งดูอ่อนแรงอย่างมาก และแม้จะสั้นๆ เธอก็รู้ทันทีว่าใครเป็นคนเขียน มันเป็นลายมือที่ยากจะลืมลง

ไทสันนั่นเอง ด้วยอะไรบางอย่าง เขาปิดหมอกลงได้

“อยู่ชั้น 13 ”

มูนซองค์ถอนหายใจ ตั้งแต่ชั้น 4 เป็นต้นไปจำเป็นต้องใช้รหัสผ่าน ซึ่งรหัสดังกล่าวอาจอยู่ที่ไหนสักแห่งในสามสี่ชั้นข้างล่างนั่น หรือบางที อาจไม่มีอยู่เลย จากประสบการณ์ของเธอ สถาบันต้องใช้เวลาหลายเดือนเพื่อจะกำหนดมาตรกักกันที่เหมาะสมให้ที่นี่ ซึ่งจะทำให้การค้นหาอาจยืดยาวไปอีก หรืออาจเลวร้ายกว่านั้น ถ้าสถาบันตัดสินใจไม่ทำอะไรกับมันเลย เพราะสิ้นเปลืองงบประมาณ อาจเว้นวรรคไว้ก่อน เพราะลำพังตัวผู้เฝ้าสีขาวก็ทำหน้าที่จัดการกักเก็บ SCPs ข้างในได้ดีอยู่แล้ว

“รอได้อีกหลายเดือน” ลายเส้นเขียนนั้นอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด มันเขียนช้าจนเหมือนกับกำลังจะตาย ไทสันรู้ดีว่าสถาบันเป็นเช่นไร “คู่หู ฉันจะลบอาถรรถ์โง่ๆของเธอ”

ใช่ พวกเรารู้ดี…เขาโชคร้ายที่ไม่ตาย…และจะต้องรอความตายอย่างทุกข์ทนข้างล่างนั่น

อาถรรพ์ยังคงดำเนินต่อไป เธอคงไม่มีคู่หูร่วมทำงานไปอีกชาติกว่า ยกเว้นเสียไทสันจะพิสูจน์ตัวเองสำเร็จ

เอเจนท์สาวยืดเส้นยืดสาย เป้าหมายต่อไปคือ ดร.คาร์นอฟ ระยำนั่นมีรหัสผ่านแน่นอน มันจะเป็นการตามล่าที่แสนสนุกเช่นวันวาน บางทีเขาอาจรู้ความลับของ เดอะ แฟคตอรี่ และองกรณ์หลากหลายที่หักหลังมา

เธอขยี้บุหรี่อีกครั้ง บนมือข้างที่ไม่มีความรู้สึก ผิวปากอย่างอารมณ์ดี เสียงปืนดังต่อเนื่องจากระยะไกล การต่อสู้เริ่มขึ้นแล้ว หน่วยกวาดล้างลงไปข้างล่างเร็วเหลือเกิน มูนซองค์คว้าปืน MP5 ขึ้นมาเช็ครังเพลิง แล้วเดินตัวปลิวไปสมทบกับหน่วยกวาดล้าง ภารกิจยังไม่จบ โลกโง่ๆยังรอคอยเราอยู่

และเราโชคร้ายที่ยังไม่ตาย.

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License