บทสนทนาในเงามืด
rating: +12+x

ณ ห้องวิจัยโทรมๆแห่งหนึ่งที่มีเพียงชายในชุดกาวน์อยู่สองคน ชายคนหนึ่งกำลังเริ่มบทสนทนา

"คนเราไม่เคยรู้เลยว่าตัวเลขตัวสุดท้ายคือเลขอะไร หรือแม้กระทั่งเสียงหัวใจของตัวเองเราก็ยังไม่เคยได้สังเกตุเลยด้วยซ้ำว่ามันเรียกร้องอะไร มันอาจจะกำลังกลัวแต่คนเราก็ชอบมองข้ามมันพร้อมกับหลอกตัวเองเสมอว่าเราทำได้ แต่บางครั้งความกลัวก็อาจเป็นเครื่องเตื่อนใจชั้นดีเลยล่ะ มันเตือนให้เรารู้ถึงอันตราย ให้เรารู้จักประมาณตน เพราะถ้าคุณไม่รู้จักกลัวเลยไม่แน่คุณก็อาจจะไม่มีโอกาสมานั่งฟังผมพูดอยู่ที่นี่หรอก"

"บางทีผมไม่รู้ว่าผมบ่นอะไรแต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าผมมาทำอะไรที่นี่หรอก คุณก็เหมือนกันคุณเข้ามาทำไมในที่แบบนี้ คุณคงจะเป็นพวกบุคลากรหน้าใหม่ที่พึ่งเข้ามาได้ไม่นานสิ่นะ ที่ที่คุณอาจจะเผลอทำชีวิตตัวเองหล่นลงมาแตกกระจายได้ทุกเวลา มันอึดอัดเหมือนกันนะที่คุณจะต้องเก็บทุกอย่างที่พบเห็นไว้เป็นความลับ ถ้าคุณไม่อยากให้คนที่คุณเล่าบางเรื่องให้ฟังต้องกลายเป็นร่างไร้วิญญาณในรุ่งเช้าอันเปล่าเปลี่ยว คุณก็ควรจะเงียบเอาไว้"

"สำหรับที่นี่เพียงแค่การกินข้าวโพดแช่แข็งในถ้วยกระเบื้องเคลือบก็เสี่ยงแล้ว คุณไม่อาจรู้เลยว่าข้าวโพดแช่แข็งนั้นจะโดนคำสาปอะไรมาหรือเปล่า หรือไม่แน่ถ้วยกระเบื้องเคลือบของคุณก็อาจจะเกิดการติดเชื้อขั้นรุนแรงอยู่ก็เป็นได้ เห็นมั้ยล่ะอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ"

"มาเข้าเรื่องการทำงานกันบ้างดีกว่า คุณเชื่อมั้ยว่าการถูกกลุ่มผู้ก่อการร้ายจับเป็นตัวประกันจะสบายใจกว่าการให้อาหารกิ้งก่า เรารู้ว่าคุณเลือกจะให้อาหารกิ้งก่า แต่ที่นี่เรามีกิ้งก่าตัวใหญ่และมันใหญ่เกินกว่าที่คุณจะคาดไว้แน่ๆและแน่นอนคุณคงฝันร้ายไปหลายคืนเลยทีเดียว หรือถ้าคุณเป็นพวกหลงใหลในงานศิลปะ ที่นี่ก็มีนะแต่เป็นปฏิมากรรมหิน แต่ระวังหน่อยล่ะ แทนที่คุณจะต้องทำหน้าที่ขัดทำความสะอาดมันคุณอาจจะกลายเป็นกองชิ้นส่วนโสโครกให้เพื่อนคุณเก็บกวาดแทนก็ได้"

"ผมจะเล่าอะไรให้ฟังอีกเรื่องนะ เรื่องมาร์ตินอดีตบุคลากรที่นี่น่ะ เขาเข้ามาทำงานที่นี่ได้สักพักนึงแล้ว ตอนแรกเขาดูภูมิใจในหน้าที่การงานของเขามาก ชีวิตดีการงานดีและเงินดี แต่พอผ่านไปไม่นานน่ะหรอเขาเป็นยังไงบ้างผมก็ไม่รู้หรอกนะเพราะเขาหายหัวไปแล้ว หายไปเงียบๆเลยล่ะ ก็เขาเป็นพวกปากมากหน้าเงินและหัวนักธุระกิจ บางทีเขาก็เอาป็อปคอร์นรสพิศดารของเขาเข้ามาขายที่นี่ด้วยนะ พวกนี้มักเห็นอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมด แต่แค่นั้นก็ไม่เคยพอหรอกนะ มาร์ตินเขาต้องการนำบางสิ่งในนี้ไปเปลี่ยนเป็นเงินบางสิ่งที่มันวิเศษจนขายได้เงินจำนวนมากพอที่เขาจะสบายไปตลอดสามชาติเลยล่ะ รู้มั้ยหลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดถึงมาร์ตินอีกเลย ไม่มีใครขบเคี้ยวข้าวโพดของมาร์ติน ไม่มีใครต้องจ่ายเงินที่ติดหนี้ให้กับเขา และไม่มีชายชื่อมาร์ตินอยู่ในบัญชีบุคลากรของที่นี่อีกเลย และเราก็ไม่รู้ว่าใครจะหายไปเมื่อไหร่อีก แน่นอนนั่นไม่ได้หมายความว่าเขาทำสำเร็จหรอกนะ แต่เขาพลาด นั่นสินะเขาตายหรือเปล่าผมก็ไม่อาจบอกคุณได้เหมือนกัน"

"ผมจะพูดอีกไม่นานหรอกนะเพราะผมคงไม่ว่างอยู่ตรงนี้ทั้งวันหรอก แต่ผมแค่อยากจะพูดน่ะถึงแม้ว่าคุณจะไม่ตอบผมเลยซักคำก็ตามแต่คุณก็เป็นผู้ฟังที่ดีนะเพราะคุณไม่แย้งผมซักคำ ถือว่าเป็นการแนะนำจากบุคลากรรุ่นพี่ก็แล้วกันนะ อ๋อใช่ๆมีอีกเรื่องเดียวที่ผมจะเตือนคุณ ที่นี่น่ะมีเรื่องราวแปลกๆมากมายเลยที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน ผมแค่อยากจะบอกคุณว่าแค่ทำใจให้สบาย การหมกตัวอยู่คนเดียวอย่างนี้นานๆก็ไม่ใช่เรื่องดีซักเท่าไหร่ คุณควรจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นบ้างมันจะทำให้อะไรสวยงามขึ้นเยอะ เอาล่ะงั้นแค่นี้ก่อนก็แล้วกันดูเหมือนผมคงจะต้องกลับไปทำงานต่อแล้ว ไว้เราค่อยมาคุยกันใหม่นะ ผมจะมาคุยกับคุณบ่อยๆนะทุกวันจนกว่าโลกมันจะถล่มลงมาเลยล่ะ อ๋อผมลืมแนะนำตัวน่ะ ผมชื่อดร.ฮัลเซล นะ ส่วนคุณล่ะ? เอ่อ ถ้าคุณไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร ยังไงก็ยินดีที่ได้พูดคุยด้วยนะ ไว้เจอกัน"

สิ้นสุดการสนทนาหลังจากชายวัยกลางคนในชุดกาวน์คนแรกเดินออกไป ชายผู้เป็นคู่สนทนาของเขายังคงนั่งอยู่ที่เดิมเขากำลังขบเคี้ยวอะไรบางอย่าง แสงไฟริบหรี่จากภายนอกส่องผ่านกระจกเข้ามาเผยให้เห็น ข้าวโพดคั่ว ที่อยู่ในมือของเขา และมันยังสว่างพอที่จะส่องกระทบกับบัตรประจำตัวที่เขาแควนคอไว้เผยให้เห็นรอยคราบเลือดจางและสนิมเขอะๆพร้อมตัวอักษรบนบัตรที่เลือนลางแต่ยังพออ่านได้ มันเขียนว่า

ดร.อันวา เกรเกอร์ แอนโทนี่ บี. มาร์ติน นักวิจัยระดับ 4

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License