ไซต์-66 ตอนที่ 1
rating: +17+x

เสียงฝีเท้าหนักๆวิ่งมาตามทางเดินคอนกรีตสีเทาอันสลัวๆภายในตึกที่สูง 14 ชั้น เขาท่าทางรีบเป็นอย่างมากก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ประตูบานคู่ทำจากไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่สุดทางเดิน มันล็อค เขาทุบประตูอย่างแรง

"เอร่อน เปิดประตูให้ผมเข้าไปนะ!" เขาตะโกน "อย่าทำอะไรบ้าๆเชียว ผมรู้ว่าคุณเป็นคนดี พวกเขาก็ด้วย เอร่อน!"

เสียงทุบดังกึกก้องไปทั่วชั้น แล้วเขาก็ตัดสินใจใช้ปืนยิงที่ลูกบิดประตู เมื่อเขาเขาไปได้สิ่งที่เกิดขึ้นภายในนั้นทำให้เขาลมแทบจับ

"ไม่ ไม่ๆๆๆๆๆ นายทำอะไรลงไปเนี่ย" เขาร้องแล้วเอามือทั้งสองข้างจับที่หัวของตัวเองจนแทบจะดึงหนังหัวให้หลุด

เบื้องหน้าของเขาคือร่างอันไร้วิญญาณของชายหญิงทั้ง 10 คน ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องที่เป็นห้องประชุม ศีรษะของพวกเขาถูกตัดออกและเอาวางรวมกันไว้บนโต๊ะกลางห้องอย่างสวยงาม ฆาตรกรไม่ได้อยู่ในห้องนี้แล้ว เลขาหญิงคนหนึ่งได้วิ่งเข้ามาในห้องและเมื่อเห็นศพเธอถึงกับเป็นลมไปทันที ขณะเดียวกันเกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงที่ชั้น 3 ของอาคารและลามขึ้นมาอย่างรวจเร็ว

"มันบ้าอะไรกันวะ!" เขาตะโกน

เสียงฝีเท้าเดินอยู่ตรงทางเดินนอกห้อง ทำให้เขาเดินมาหยุดที่ประตู

"นะ— นายทำแบบนี้ทำไม"

ชายคนนั้นหยุดเดินแล้วยิ้มให้ มันไม่ใช่รอยยิ้มที่เป็นมิตร แต่มันเป็นรอยยิ้มของพวกฆาตกรเวลาที่เห็นเหยื่อทุกทรมาณ แล้วยกมือขึ้นชี้ออกไปที่หน้าต่าง มันมีเสียงกรีดร้องที่มาจากข้างล่าง ชายคนนั้นเดินไปยืนบนขอบหน้าต่าง และกระโดดลงไปนั่นทำให้เขาตามไปดู ในตอนนี้แววตาของเขามีแต่ภาพของชายคนนั้นร่วงลงไปพร้อมพนักงานจำนวนมากที่ยอมกระโดดออกจากตึกเพื่อหนีไฟไหม้ท่ามการเสียงอันโหยหวนนั่น


» 10 ปีต่อมาไม่ทราบค.ศ. เวลา 22.45 น.

กำแพงทางด้านทิศตะวันตกของไซต์-66 มีบางอย่างเกิดขึ้น เชือกเส้นหนึ่งถูกหย่อนลงมาจากบนกำแพงก่อนที่จะมีชายร่างผอมคนหนึ่งไต่มันลงมา เขาส่องไฟฉายไปรอบๆบริเวณ

"ทางโล่ง มาได้" เขาบอกคนอื่นๆ จากนั้นก็มีคนอีก 3 คนไต่เชือกลงมา

"นายแน่ใจนะว่าไม่มีเฝ้าอยู่"

"ที่นี่มันร้างจะ 10 ปีแล้ว อีฟ ไม่มีใครนอกจากเรา"

"แทน นายจะมาหาอะไรในที่ร้างนี้กันวะ"

"ของบางอย่างที่มีค่า" แทนพูดแล้วกางูปภาพออกมาเป็นภาพของหน้ากาก

"หน้ากากไม้นี่น่ะหรอ"

"เฮ้ นี่ไม่ใช่หน้าการธรรมดา แต่มันคือทองคำ คนที่จ้างเราจะจ่ายทองให้หากเราได้มันมา"

"งั้นรออะไรอยู่เล่า ไปกันเถอะ" อีฟบอก

"มาเร็ว แจ็ค"

พวกเขาเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆจนมาถึงหน้ากำแพงที่สูง 5-6 เมตร หลังกำแพงเป็นอาคารที่สูง 10 กว่าชั้นที่ถูกกำแพงปิดล้อมเอาไว้

"ชั้นว่ามันต้องอยู่ในนั้นแน่ เราแค่ต้องหาทางเข้าไป" แทนบอก

"แล้วเขาจะสร้างกำแพงล้อมไว้อีกทีทำไมวะ"

"นั่นอะไร!"

"อะไรเล่า ตาล นายทำให้ชั้นกลัวนะ" อีฟหันไปว่า

"ก็ชั้นเห็นอะไรไม่รู้ตรงนั้น" ตาลชี้ไปยังห้องน้ำที่อยู่แยกออกจากตัวตึก

อีฟส่องไปที่นั่นแต่ก็ไม่มีอะไร

"หนูมั้ง"

"แต่ชั้นเห็นนะ เป็นหัวคน ชั้นจะโกหกทำไม"

"ตาล นายแค่กลัวจนจิตหลอนไปเองมากกว่า ชั้นไม่เห็นอะไรเลย" แทนพูด "อย่าทำให้เสียเรื่อง"

ทันใดนั้นเองประตูห้องน้ำก็เปิดกระแทนอย่างรุนแรง เสียงดังปั่ง! เสียงที่เกิดท่ามกลางความเงียบของมันดังกึกก้องไปทั้วทั้งไซต์ จนอีฟร้องออกมาแล้วกระโดดเข้ากอดแทน

"แค่ลมนะพวก" ดูเหมือนแจ็คจะเฉยๆกับเรื่องนี้

"แต่มันไม่มีลมเลยนะ" ตาลพูด เสียงเริ่มสั่น เขาเริ่มมองไปรอบๆ

"บ้าชิบ ที่นี่ทำเอาชั้นขนลุก"

"ตั้งสติไว้ทุกคน คิดถึงทองเข้าไว้แล้วพวกนายจะไม่กลัว"

ตอนที่ตาลหันมองอย่างระแวงนั้น หางตาของเขาก็ไปเห็นบางอย่างอยู่ด้านหลังเสาของตึกที่ยืนอยู่ มันห่างไปประมาณ 3 เมตร และมันทำให้เขาหวาดกลัวจนตาค้าง

"เป็นไรอีกวะตาล" แทนเริ่มหงุดหงิด

ตาลไม่พูดอะไรแต่สีหน้าเขากลัวมากและใช้มือสั่นๆชี้ไปทางด้านหลังของทุกคน

"อ๊ากกกกกกกก….." เขากรีดร้องออกมา

…ดูเหมือนว่าตอนนี้นอกไซต์-66 จะมีพายุเข้า ต้นไม้ด้านนอกสั่นไหวไปตามแรงลม และเสียงของลมกลบเสียงต่างๆให้จางหายไป


»ปัจจุบัน เวลา 10.24 น.

นักวิจัยระดับ 2 คนหนึ่งเดินมาหาดร.รันที่ห้อง

"ด๊อคเตอร์ครับ ผมมีข่าวจะมาบอก" นักวิจัยพูด "เมื่อวานทีมทำลายเมต้า-45 ได้ถล่มตึก 14 ชั้นในไซต์-66 แล้วและพวกเขาได้เจอโครงกระดูกจำนวนมากอยู่ใต้ตึก แล้วก็เจอกล้องของคุณด้วยครับ"

ดร.รันเงยหน้าขึ้นมาจากเอการ ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะทำให้เขาสนใจมากพอสมควร

"กล้องนั้นอยู่ที่ไหน"

"อยู่ที่หน่วยเมต้าครับ คุณไปเอาได้"

"ขอบใจที่บอกนะ"

หลังจากที่เขาได้กล้องมา มันเป็นกล้องที่ใช้ฟิล์มรุ่นเก่า แม้กล้องจะพังแล้วแต่โชคดีที่ฟิล์มไม่ได้เสียหายอะไรมาก เขาหยิบมือถือขึ้นมาแล้วกดโทรหาใครบางคน

"<ว่าไง ริช มีไรเหรอ>" เสียงจากสายถาม

"นายพอจะว่างไหม ชั้นมีเรื่องอยากให้ช่วยหน่อย" รันถามพร้อมกับหมุนม้วนฟิล์มอยู่ในมือไปมา

"<ก็พอว่างอยู่หรอกนะ>"

"ชั้นได้ฟิล์มจากกล้องของชั้นตอนที่ไปไซต์-66 อยากให้ช่วยล้างภาพให้หน่อย"

"<จริงดิ นายได้มันมาแล้ว โอเคๆชั้นจะเตรียมห้องไว้ให้นะ>" เสียงในสายท่าทางจะดีใจ "<ชั้นดูมันได้นะ คงไม่เป็นความลับ>"

"ไม่แค่ชั้นกับนาย สองคน"


»ปีค.ศ. 1986 เวลา 08.20 น.

ประตูทางเข้าขนาดใหญ่ของไซต์-66 เปิดออกอย่างช้าๆตามแรงเสียดทาน เสียงเอี๊ยดอ๊าดของประตูเหล็กที่เป็นสนิมนั่นไม่ใช่เสียงที่น่าฟังนัก กลุ่มคนของสถาบันจำนวน 12 คนที่สวมใส่ชุดและหน้ากากป้องกันการปนเปื้อนได้เดินเข้าไปภายใน พวกเขาคือทีมเก็บกวาดที่ประกอบไปด้ายนักวิจัยกับเจ้าหน้าที่ที่พกปืน พวกเขาเดินมาถึงห้องโถงขนาดใหญ่ซึ่งเป็นจุดนัดพบ และตรงนี้ก็มีเส้นทางที่เชื่อมต่อไปยังตึก ทางเดินต่างๆมากกว่า 20 เส้นทาง จนที่นี่ได้รับการตั้งฉายาว่า เขาวงกตมรณะ ทุกคนจะมีแผนที่ที่ห้ามทำหายอย่างเด็ดขาดอยู่กับตัว

"เอาล่ะ เรามีเวลาถึง 4 โมง ให้ทุกคนตั้งเวลาเอาไว้ตอน 3 โมงเผื่อขากลับด้วย" ดร.มัวที่เป็นหัวหน้าทีมบอก "แบ่งทีมออกเป็น 3 ทีม ทีม1 จะไปที่อาคารฝั่งตะวันออก ทีม2 ไปตึก D และทีม3 ไปทางนั้นตึก B" ดร.มัวทำมือบอกเส้นทาง "รู้หน้าที่กันแล้วนะ"

"ครับ"
"ค่ะ"

"แล้วก็ คุณรัน ช่วยถ่ายภาพหมู่ให้ทีนะ" ดร.มัวบอก

จากนั้นทุกคนก็มายืนรวมตัวกันในขณะที่รันกำลังตั้งกล้องอยู่กับขาตั้ง จากนั้นรันก็วิ่งมารวมกับคนอื่นๆ และกล้องก็ถ่ายรูปพวกเขา

ต่อมา ดร.รัน ดร.ฑี เอเย่นแคป และเอเย่นมิก อยู่ทีม3 โดยมีรันเป็นคนนำทีม ตึกB นั่นอยู่ไม่ไกลจากจุดนัดพบ พวกเขาเดินออกจากจุดนัดพบตรงไปจะมีบันไดลง 4 ขั้น ข้างหน้าเป็นห้องน้ำที่แยกออกมาจากอาคาร ทางเดินรกๆเต็มไปด้วยวัชพืช ถัดไปที่เห็นๆตรงหน้าคือตึกB มี 4 ชั้น และข้างๆห้องน้ำก็คือกำแพงที่สูง 5 เมตรกับตึกคอนกรีตสีเทาสูง 14 ชั้น จากที่เห็นนั้นเหมือนจะมีรอยไหม้สีดำอยู่ด้วย ดร.รันได้หยิบหล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายตึกนั้นเอาไว้และถ่ายตึกB ตรงนั้นพวกเขาได้พบกับศาลพระภูมิขนาดใหญ่ 3 หลังที่พังเสียหายบางส่วน มีธูปหล่นเต็มไปหมด มีตุ๊กตาตายาย และตุ๊กตาคนไหว้ขนาดเท่าเด็ก 2 ตัวที่ตัวทางขวาคอขาดไป มันตั้งอยู่เยื้องด้านหน้าของตึกB นั่นทำให้สถานที่แห่งนี้ดูน่าขนลุกขึ้นไปอีก

ประตูทางเข้าตึกB ถูกเอาออกไป ซึ่งมันวางพิงอยู่ข้างๆตัวตึก แต่ละก้าวของพวกเขาก่อให้เกิดฝุ่นที่อยู่บนพื้นฟุ้งกระจายขึ้นมาลองคิดดูสิว่ามันหนาซักแค่ไหน

พวกเขาต้องสำรวจห้องทุกห้องเพื่อค้นหาว่ามีสิ่งหลงเหลืออยู่หรือไม่ แล้วพวกเขาก็มาถึงห้องที่อยู่ถัดไปจาก 3 ห้องแรก มันเป็นออฟฟิชที่มีเอกสารกระจายเกลื่อนไปทั่ว

"ทีมก่อนหน้ามันไม่ทำห่าอะไรเลยหรอไง" มิกบ่นเมื่อเห็นสภาพห้อง

"ทีมก่อนหน้าไหน" แคปถาม

"ก็ทีมก่อนหน้าไง เมื่อหลายปีก่อน"

"พวกเขาอาจไม่ได้มาตึกนี้ก็ได้"

"พวกเขาตาย" ดร.รันที่ถ่ายรูปอยู่ตรงทางเดินพูดขึ้น

"ตายหรอ" มิกถาม "ตายยังไง ชั้นไม่เคยรู้มาก่อนเลย"

"ก็แหงล่ะ พวกเขาปิดข่าวกัน" ฑีบอกขณะเก็บพวกเอกสารลงในถุงแล้วเงยตัวขึ้นมา "ชั้นพอจะรู้เรื่องนี้นะ พวกเขาโดดลงมาจากตึกแล้วตาย"

"เหรอ"

แล้วรันก็เดินเข้ามาในห้อง

"รัน นายรู้ไหมที่คนโดดตึกตายนะ" แคปถามต่อ "แบบว่านายดูจะสนิทกับพวกระดับสูงๆ พวกเขาน่าจะบอกอะไรนายบ้าง"

"อืม ไม่" แล้วรันก็เดินไปอีกห้อง

"อะไรวะ"

รันได้เดินมาที่ทางเดินอีกทาง ตึกนี้มีทางเดินหลายทางมาก เขาสังเกตว่าตั่งแต่เข้ามา ตึกทุกตึกจะไม่มีประตูหรือหน้าต่าง มันถูกถอดออกหรือไม่ก็โดนพัง และหน้าลิฟท์ก็มีโต๊ะวางซ้อนๆกันเหมือนมีคนไม่อยากให้ใช้มัน รันเลื่อนกล้องไปทางบันไดขึ้นชั้นสอง ขณะที่เขากดชัตเตอร์นั้นก็ได้มีเงาดำๆผ่านช่องตรงกล้องอย่างรวจเร็ว เขารีบลดกล้องลงทันทีแล้วมองไปรอบๆแต่ไม่พบอะไร

เขาเดินกลับมาหาคนอื่นๆ "ผมจะขึ้นไปชั้นดาดฟ้านะ"

"ผมไปด้วย" ฑีบอก

รันกับฑีขึ้นมายังดาดฟ้าของตึก การที่ขึ้นมาดาดฟ้ามันควรจะได้เห็นวิวสวยๆแต่พวกเขากลับรู้สึกว่าวิวของที่นี่เหมือนกับอยู่ในป่าช้า

"ถ่ายรูปชั้นกับตึกนั่นหน่อยสิ" ฑีชี้ไปทางตึก 14 ชั้น แล้วเดินไปตรงรั้ว

รันจัดให้ตามคำขอ เขาถ่ายสองรูปพอถ่ายรูปที่สองเสร็จเขาก็เห็นมีคนโดดลงมาจากตึก 14 ชั้นผ่านทางช่องมองกล้อง รันวิ่งไปที่รั่วมองลงไปแต่ก็ไม่มีอะไร

"หือ มีไรเหรอ"

"ชั้นว่า เห็นคนโดดลงมาจากตึกนั่น"

ฑีนิ่งไป 3 วิ ก่อนจะพูด "นายกำลังทำให้ชั้นกลัวนะ"

รันส่องกล้องไปที่ตึกนั้นอีกครั้งเผื่อว่าจะเจออะไร ในขณะเดียวกันนั้นกับที่วิทยุสื่อสารของพวกเขามีเสียงดังประหลาดๆ

"<ครืดดดด…ดดดดด…ช่วย…ครืดดดด>"

"หวัดดี ได้ยินไม่ชัดเลย" ฑีถามผ่านวิทยุ

"<…ช่วย…ครืดดดด…ดดดด..ด้วย…ครืดดดดด>"

"สัญญาณไม่ชัดเลย ได้ยินไหม ฮัลโหล?"

"<ครืดดดดด…ดดดดด…>"

"เหวอ รันดูนั่น!" แล้วฑีก็ร้องออกมา ชี้นิ้วไปยังตึก 14 ชั้น นั่นทำให้รันหันไปทางที่เขาชี้

มีบางอย่าง ไม่สิ บางสิ่งคล้ายกับคน ตัวดำผอมๆสูงๆ ไม่สวมเสื้อ ผิวหนังของมันไม่ปรกติ ยืนอยู่ในตึกนั่นในชั้นระดับเดียวกับที่พวกเขายืนอยู่ จ้องมองมาที่พวกเขาทั้งสองด้วยสายตาอาฆาต รันรับยกกล้องขึ้นมาแต่มันได้หายไปในเสาอย่างรวจเร็วก่อนที่เขาจะทันได้บันทึกภาพใดๆ

ต่อมาฑีวิ่งลงมาที่ชั้นหนึ่ง เรียกได้ว่ากระโดดมากกว่าจะก้าวลงมาจากบันได แล้วก็มาหาคนอื่นในห้อง

"เมื่อกี้…แฮ่กๆ..เมื่อกี้ ชะ—-"

"ด๊อค ใจเย็นๆ เป็นไรไป ทำหน้าหยั่งกะเห็นผีมาแนะ"

"วิทยุมีเสียงแปลกๆไหม" รันที่เดินมาถึงทีหลีงถาม

"มี อ่อ เป็นเสียงฟังไม่รู้เรื่อง" มิกบอก "พูดประมาณว่า ช่วยด้วย อะไรแบบนั้น คิดว่าพวกทีม2 มันแกล้งเปล่าวะ ไอ้พวกนั้นยิ่งเพี้ยนๆอยู่แล้ว"

"ไหวนะด๊อค" แคปเดินมาหาฑี

"ระ—เราต้อง…ต้องไปจากที่นี่" ฑีพูด

"เดี๋ยว ทำไมล่ะ มีคำสั่งใหม่เหรอ"

"มีตัวอะไรก็ไม่รู้ ไม่ใช่พวกเรา มันอยู่ที่ตึกนรกนั่น" ฑีบอกเขาหายใจลึกๆ "มันจ้องมองมาที่ชั้น ขนหัวชั้นแทบจะลุก"

"รัน" แคปหันมาหารัน แล้วก็ทำหน้าให้เขารู้

"ฑีพูดถูก ออกไปจากที่นี่กันเถอะ" "แล้วก็บอกทีมอื่นๆด้วย"

"ได้เลย"


»ปัจจุบัน เวลา 13.22 น.

ดร.รันอยู่ที่แผนก C5 เขาอยู่ในห้องล้างรูป บนหัวของเขามีรูปมากกว่า 20 ใบทีแขวนอยู่และบางใบก็มีภาพปรากฎออกมาแล้ว ประตูห้องเปิดออก

"เจอสิ่งที่ตามหาอยู่หรือยัง" ชายคนนั้นถาม

"ยังเลย นีน ผมว่าคงต้องดูให้ละเอียดมากกว่านี้"

"นึกไม่ออกเลยว่าสถานที่นั้นเป็นยังไง"

"มันเหมือนนรกบนดิน นรกที่ SCP สร้างขึ้น" รันบอก "ก็ดีนะที่พวกเขาทำลายมันไปได้ซะที"

"เขาบอกว่านายเห็นมัน นายเห็นจริงๆใช่ไหม"

"อืม" รันตอบแล้วค่อยๆยกรูปขึ้นมาจากน้ำ

"ก็แค่อยากรู้นะ แต่ชั้นจะไม่กวนนายหล่ะ"

"มันไม่ใช่ผี"

นีนที่กำลังเดินไปได้หันกลับมาหา "แล้วมันเป็นอะไร"

"เอร่อน"


»ปีค.ศ. 1986 เวลา 12.23 น.

ทีม3 ได้เก็บอุปกรณ์ทั้งหมดแล้วรีบออกมาจากตึกB แบบเร่งด่วน เมื่อพวกเขามาถึงบันได 4 ขั้น ก็มีเสียงเหมือนประตูกระแทกดัง ปัง! มาจากห้องน้ำที่อยู่ด้านหลัง

"ฉิบหาย!" มิกร้อง เขาอยู่แถวหลัง และตอนนี้เขากำลังจะแซงคนอื่นๆแม้ว่าจะถือกล่องอุปกรณ์ทั้งสองมือก็ตาม

พวกเขามาถึงหน้าประตูทางเข้า

"ไม่!" รันตะโกน แล้วทิ้งกระเป๋าลง ก่อนจะวิ่งไปที่ประตูทางเข้าไซต์ที่ตอนนี้ถูกปิดอย่างสนิท "มันควรจะเปิดอยู่ตลอดไม่ใช่เหรอ แล้วคนเฝ้าไปไหนหมดวะ!"

ฑีนั่งยองๆ ท่าทางจะกลัวมากๆมาตั่งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว ส่วนแคปก็พยายามติดต่อทีมอื่นๆอยู่ ฑีเห็นอะไรบางอย่างอยู่ตรงหลังเค้าเตอร์ มันคือมือของคนที่ใส่ถุงมือ น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่เฝ้าประตู

"ตะ—-ตรงนั้นมีใครอยู่ด้วย" ฑีชี้

มิกได้ชักปืนออกมา ท่าทางเคร่งขรึมมาก "ชั้นจะเข้าไปดูนะ" เขาบอก

มิกค่อยๆขยับเดินไปตรงที่มีมือคนโพล่ออกมา และเคลื่อนไหวอย่างรวจเร็วตอนที่ถึงตรงนั้น สีหน้าบ่งบอกว่ามันต้องแย่มากๆ เขาลดปืนลงแล้วก้มตัวใช้มือขวาจับที่มือชอบคนนั้น แล้วยกชึ้นมาให้ทุกคนเห็น

"เวรแล้วไง" แคปพรึมพรำ

นั่นเพราะสิ่งที่มิกถือขึ้นมามันมีแค่แขนเท่านั้น เป็นแขนของเจ้าหน้าที่และเขาถูกทำร้ายไม่ก็ถูกฆ่าจากใครหรืออะไร มิกเดินกลับมาพร้อมกับแขนนั่น

"ยังจะถือมีอีกเรอะ" ฑีว่า "ชั้นอยากจะอ้วก"

"ติดต่อคนอื่นไม่ได้เลย มีแต่เสียงซ่า" แคปบอก "บางทีเราอาจต้องตามหาพวกเขา"

"หรือไม่พวกเขาก็ตาย" มิกพูดแล้วยกแขนนั่นขึ้นมาอีกรอบ

"มิก วางมันลง เฮ้อ…" รันถอนหายใจ แล้วเดินไปที่กระเป๋าหยิบปืนพลุออกมา "ชั้นจะยิงปืนพลุนี่ ถ้าทีมอื่นยังอยู่พวกเขาจะเห็นหรือได้ยินเสียง"

"ฉลาดมากด๊อค"

รันได้เดินกลับมายังทางเก่าแถวหน้าห้องน้ำ ตรงนั้นเป็นที่โล่ง เขายิงพลุขึ้นไปหนึ่งนัดมันเป็นสีแดงก่อนจะระเบิดออก แล้วรอ ผ่านไป 5 นาทีไร้ซึ่งวี่แววสัญญาณจากทีมอื่นๆ เขาจึงบรรจุกระสุนเตรียมจะยิงอีกรอบ

ทันใดนั้นท้องฟ้าก้มืดครึ้มคล้ายกับมีเมฆฝน ลมพัดวูบวาบอย่างแรงจนพัดประตูห้องน้ำที่ปิดอยู่ให้เปิดออกไปชนผนังดังสนั่น ตอนนั้นเองที่รันเห็นเงาคนอยู่ตรงประตูก่อนจะวิ่งหายเข้าไป

"เฮ้ย นั่นใครวะ!" เขาตะโกน แล้ววิ่งตามเงานั่นไป

เมื่อเข้ามาในห้องน้ำ มันสกปรกมากๆ กระจกถูกทำให้ร้าว เขาดูทุกห้องแต่ไม่พบอะไร เขาจึงหันกลับที่ตอนนั้นเองเขาก็เห็นมีคนอยู่ในห้องด้านหลังผ่านทางกระจก ไม่ใช่เงาแต่เป็นคนสวมเสื้อพนักงาน เขาตกใจจนทำปืนในมือตก เขาจึงก้มหยิบมันและพบกับรูปภาพตกอยู่ใต้อ่างล้างมือ มันคือภาพของหน้ากากไม้ เขาไม่รู้ว่าคืออะไรแต่ถ้ามันเป็นข้อมูลลับเขาก็จะเก็บมันไปด้วย ส่วนคนที่เขาเห็นนั้นหายไปแล้ว

"ดร.รัน อยู่ไหนนะ" เสียงแคปเรียกหาจากด้านนอก

รันจึงวิ่งออกมา

"แย่แล้ว ฑีหายตัวไป" แคปบอกหน้าตื่น "ผมเดินตามคุณมาแล้วพอจะหันไปเรียกฑี เขาไม่อยู่แล้ว"

"มิกล่ะ"

"เขาเอาแขนนั่นไปฝังที่ตึกB เขายังตะโกนบอกผมอยู่ แต่ฑี เขา…"

"เอาล่ะๆเราจะหาเขา ไปเรียกมิกมา"

ต่อมาเวลา 13.02 น. ทีม3 ที่เหลือต้องออกตามหาคนอื่นและฑีที่อยู่ๆก็หายตัวไป มิกพบร่องรอยปัสสาวะจากจุดนัดพบไปยังทางที่จะไปตึกD คาดว่าเป็นของฑี และสมุดโน้ตของเขาที่เปียกฉี่ที่ห่างออกไป 100 เมตร

"เกิดห่าอะไรที่นี่วะ!" มิกสบถตอนที่หยิบสมุดที่เปียกนั่นขึ้นมา

"ที่นี่มีอาถรรพ์ ชั้นไม่ต้องมีเซ้นต์ก็สัมผัสได้"

จากจุดที่เจอสมุดโน้ตไปอีก 200 เมตรก็ถึงทางเชื่อมต่อไปยังตึกD แล้วขนของพวกเขาก็ลุกพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายเมื่อมองไปที่ตึกนั่น มันถูกทาด้วยสีแดงคล้ายเลือด กลิ่นเหม็นๆลอยออกมา ทำเอาแคปถึงกับกลืนน้ำลาย

"น่าแปลก ตึกนี้ไม่ได้เป็นสีแดงตั่งแต่แรก" รันพูดพร้อมกับถ่ายรูปตึกเอาไว้หลายภาพ

"เฮ้ วิทยุมีสัญญาณ" แคปบอกแล้วหยิบวิทยุขึ้นมา เขาจ้องมันพักนึงก่อนจะยกขึ้นมาให้มิกฟัง "นายต้องฟังนี่"

เสียงจากวิทยุนั่นเป็นเสียงซ่าปนเสียงของคนหลายคนแย่งกันพูด ฟังออกบ้างไม่ออกบ้างแต่จับใจความอะไรไม่ได้เลย

"เจ้าหน้าที่ พวกนายควรจะเงยหน้ามองไปบนตึกนะ" รันพูดขึ้น น้ำเสียงของเขาดูปกติแม้ว่าตอนนี้เขาจะเริ่มกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว

ทุกคนเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกัน สิ่งที่ปรากฎให้เห็นนั้นคือใบหน้าสีขาววอกที่ดูก็รู้ว่าเป็นคนอยู่บนตึกชั้นที่ 2 มีไม่ต่ำกว่า 5 ใบหน้า และที่สำคัญไม่มีตัว

"ไม่ต้องถาม ชั้นถ่ายไว้แล้ว"

ใบหน้าปรากฎได้ไม่นานก็หายไป

"ยังอยากจะเข้าไปในตึกนั่นอีกไหม ชั้นว่าชั้นอยากจะกลับไปที่เดิมแล้วล่ะ" ชายผู้ไม่เคยกลัวอย่างมิกถึงกับพูดออกมาแบบนั้น

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License