SCP-001:O5

สวัสดีด๊อกเตอร์

ไม่.. คุณไม่ต้องลุกขึ้นหรอก และ…ใช่ ผมคือคนที่คุณคิด เราคงไม่จำเป็นต้องแนะนำตัวกันมากกว่านี้อีกแล้วนะ คุณรู้หมายเลขของผม และผมก็รู้จักคุณดีพอที่จะสร้างตัวปลอมอีกคนขึ้นมาที่แม้แต่แม่ของคุณก็แยกไม่ออก ไม่…ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่คำขู่ นี่เป็นข้อเท็จจริง

ทีนี้เราก็จะได้คุยธุระของพวกเราสักที ดูเหมือนว่าคุณจะไปสะดุดกับอะไรที่คุณไม่เข้าใจ ไม่สิ…ใช้คำว่าสะดุดนี่ดูเหมือนจะไม่ถูกต้อง ควรจะใช้คำว่า…ขุดคุ้ย? ขุดคุ้ยน่าจะเป็นคำที่เหมาะกว่า คุณเข้าไปอยู่ในจุดที่ถ้าคุณขุดลงไปอีกนิดเดียวชีวิตคุณจะจบลงด้วยกระสุนปืน มันคงจะเป็นเรื่องเศร้าน่าดูเพราะคุณก็เป็นนักวิจัยที่ค่อนข้างดีทีเดียว อย่างไรก็ตามคุณกำลังจะได้รับสิ่งที่น้อยคนในสถาบันนี้จะได้รับ นั่นคือ…คำอธิบาย

ใช่ พวกเรารู้ตอนที่คุณเริ่มขุดคุ้ยเอกสารของ SCP-001 ที่จริงแล้วนักวิจัยที่ทำงานที่นี่ได้สักพักก็ทำกันทุกคน ส่วนมากก็จะพอใจเมื่อได้ขุดลึกลงไปจนเจอรูปนางฟ้ากับดาบเพลิงซึ่งถูกฝังอยู่ในระดับที่ลึกพอสมควร แต่ในตอนนั้นเองที่คุณเริ่มขุดเรื่องของโรงงาน และนั่นทำให้พวกเรารู้ว่าคุณจะไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่ ฉะนั้นนี่คือคำตอบที่คุณมองหา…เรียบและง่าย

โรงงาน คือ SCP-001

แต่ข้อความนี้จะไม่ถูกเปิดเผย มันเป็นสิ่งที่ผมเลือกตั้งแต่ตอนแรกที่ก่อตั้งสถาบัน และจะเป็นสิ่งที่คงอยู่ต่อไป พวกคุณ…พวกนักวิจัยมีความสงสัยมากเกินไป ผมไม่แน่ใจว่าอะไรที่ทำให้ผมกลัวมากกว่ากันระหว่าง พวกเราจะไม่มีทางเข้าใจโรงงานได้เลย หรือ วันนึง…เราจะเข้าใจมัน แต่ผมก็มั่นใจว่าคุณยังต้องการที่จะศึกษาเรื่องโรงงานต่อไปแน่

โรงงานถูกสร้างขึ้นในปี 1835 ในช่วงเวลานั้นมันมีชื่อชื่อว่า เดอะ แอนเดอร์สัน แฟคทอรี ซึ่งถูกตั้งชื่อนักอุตสาหกรรมที่ชื่อ เจมส์ แอนเดอร์สัน มันถูกสร้างขึ้นที่…เอาเป็นว่ามันถูกสร้างขึ้นที่อเมริกาก็แล้วกัน มันเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยถูกสร้างมา มันกว้างเป็นไมล์ๆ สูงสามชั้น และมีหอคอยสูงเจ็ดชั้นอยู่ที่ประตูหน้าที่แอนเดอร์สันใช้เป็นห้องพัก มันถูกออกแบบมาให้เป็นโรงงานที่ยิ่งใหญ่ มันสามารถดูแลทุกอย่าง มันมีที่อยู่ของคนงาน คนสามารถเกิด ทำงาน มีชีวิต และตาย โดยไม่ต้องออกจากเขตโรงงานเลย และผลผลิตของโรงงานมันมีทุกอย่างตั้งแต่การเลี้ยงปศุสัตว์และโรงเชือด การทอผ้า หรืออาวุธ ไม่ว่าสินค้าอะไรโรงงานก็ผลิตออกมาได้

ไม่มีใครรู้ว่าเจมส์ แอนเดอร์สันเป็นพวกบูชาซาตานจริงหรือเปล่า แต่เขาน่าจะถือลัทธิเทพเจ้าเพแกนสักองค์ สิ่งที่รู้คือเขาพิถีพิถันกับโรงงานและการวางเครื่องจักรมาก ผู้รอดชีวิตคนนึงเล่าว่าที่พื้นของโรงงานมีสัญลักษณ์ลึกลับเขียนอยู่ทั่ว ซึ่งสัญลักษณ์พวกนี้จะปรากฎก็ต่อเมื่อมีเลือดของมนุษย์ไหลท่วมพื้นบริเวณนั้น แต่ที่แน่ๆคือแอนเดอร์สันทำเงินจากหยาดเหงื่อและหยดเลือดของคนงาน บางครั้งก็ทำเงินจากอวัยวะส่วนต่างๆของคนงานระดับล่างด้วย ในบันทึกของแอนเดอร์สันเขาเขียนไว้ว่าเขามองคนพวกนั้นว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่ำกว่ามนุษย์ที่เกิดมาเพื่อรับใช้ความประสงค์ของเขาเท่านั้น

แน่นอนว่าในเวลานั้นไม่มีใครรู้เรื่องความหลงใหลในไสยศาสตร์ของเขา ผู้คนมากมายเข้าทำงานในโรงงาน สถานที่ที่จะอาศัยและทำงานในที่เดียวกันน่ะหรอ…แน่นอน หลายคนอยากเข้าไปทำงาน ถึงแม้จะมีชั่วโมงทำงานที่สาหัส สภาพแวดล้อมในการทำงานแย่ หรือพนักงานรักษาความปลอดภัยซาดิสม์ ยังไม่รวมสิ่งเลวร้านอื่นๆ คนงานในโรงงานถูกบังคับให้ทำงานวันละ 16 ชั่วโมง โรงงานจะหยุดเฉพาะวันอาทิตย์ช่วงเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกเท่านั้น คนงานไม่เคยมีห้องส่วนตัวแต่ต้องแบ่งห้องให้กับคนอื่นๆอีกแปดคน ได้นอนเป็นกะกะละสามคนเท่านั้น ไม่เคยมีบริการการแพทย์ในโรงงาน ถ้ามีใครบาดเจ็บระหว่างการทำงาน…ซึ่งจะเกิดกับแทบทุกคน…คนงานจะต้องทนทำงานต่อไป ถ้าบาดเจ็บเกินกว่าจะทำงานได้จะถูกพวกรักษาความปลอดภัยลากออกไป และไม่มีใครเคยเห็นคนงานพวกนั้นอีก

เป็นเวลา 40 ปีที่โรงงานนั้นผลิตสินค้าออกมาทุกชนิด เนื้อสัตว์ เสื้อผ้า หรืออาวุธ ไม่มีใครสนว่าในเนื้อนั่นอาจมีเนื้อมนุษย์ปนอยู่ ไม่สนว่าอาวุธที่ได้จะทำให้คนงานตายไปกี่คน ไม่มีใครสนในเสื้อผ้าที่ถูกย้อมสีด้วย….ช่างเถอะ ถึงจะมีข่าวลือแพร่ออกมาถึงความโหดร้ายในโรงงานแต่ใครจะสนล่ะ ในเมื่อสินค้าที่ออกมามีคุณภาพดีเหลือเกิน จนกระทั่งวันที่มีคนงานคนนึงหนีออกมาได้สำเร็จ

ผมไม่เคยพบกับคนที่หนีออกมาได้หรอก แต่ที่รู้คือเธอก็เข้าพบท่านปราธานาธิบดีแกรนท์จนได้ และในปี 1875 ท่านประธานาธิบดีก็เรียกผมเข้าพบ ในตอนนั้นผมเป็น….มันไม่สำคัญหรอก เอาเป็นว่าผมกับคนของผมทำงานอยู่ในหน่วยงานทางทหารสักอย่างหนึ่งก็แล้วกัน ทั้งหมดเป็นชายหนึ่งร้อยห้าสิบคน และผู้หญิงอีกหลายคน ซึ่งโดยทั่วไปพวกเราจะทำงานที่เป็นความลับ ในตอนนั้นพวกเรากำลังกวาดล้างกลุ่มต่างๆในตอนใต้ แล้วเราก็ค้นข้อมูลจนรู้เรื่องเกี่ยวกับโรงงาน ในที่สุดเราก็ตัดสินใจบุกโรงงานเต็มอัตราศึก

ผมจำเรื่องราวในคืนนั้นไม่ได้มากนัก มันเหมือนกับความจำในคืนนั้นพังทลายลงหมด บางอย่างก็ผสมปนเปกันในหัวของผม บางครั้งมันก็วูบเข้ามา ผมเห็นคนถูกล่ามโซ่ไว้ถัดจากศพ แยกไม่ออกเลยว่าร่างไหนยังมีชีวิตร่างไหนเป็นศพไปแล้ว เด็กๆทำงานอยู่ใต้เครื่องจักร ผมเห็นที่เครื่องจักรมีชิ้นเนื้อของพวกเด็กๆติดอยู่ตามร่องเฟือง แล้วผมยังเห็นอย่างอื่นอีก…

ไม่…ผมไม่เป็นไร ผมไม่ได้คิดถึงคืนนั้นมานานมากแล้ว ในคืนนั้นพวกยามรักษาความปลอดภัยไม่ได้สร้างปัญหาให้พวกเรานัก แต่ในตอนนั้นเองที่สิ่งประดิษฐ์ของแอนเดอร์สันออกมา มันเอาคนงานที่บาดเจ็บไป…ไปทำการทดลอง มนุษย์…ถ้าคุณยังเรียกพวกนั้นว่ามนุษย์ได้ มีแขนมากกว่าปกติ แขนต่างๆถูกเย็บติดกับลำตัว บางคนถูกผสมกับชิ้นส่วนของสัตว์ เป็นปิศาจที่ออกมาจากฝันร้ายที่สุด พวกมันเข้าโจมตีพวกเรา ระลอกแล้ว ระลอกเล่า ผมเสียคนดีๆไปมากมายในคืนนั้น และในตอนที่พวกเราพบหลุมขยายพันธุ์ของแอนเดอร์สันมัน เราเห็นเด็กผู้หญิงอายุเพียงแค่แปดขวบ ถูกล่ามโซ่ติดกับผนังและบังคับให้เป็น…

ผมขอโทษ…แม้แต่ในวันนี้ที่ผ่านมากว่าศตวรรษไปเรื่องพวกนี้ก็ยังทำให้ผมโกรธจัด ในที่สุดเราก็เจออันเดอร์สันขดตัวอยู่ในออฟฟิศของมัน พวกเราจับมันแขวนคอจากหน้าต่างในหอคอยด้วยไส้ของมันเอง ในตอนที่มันกำลังตายมันหัวเราะ และพูดว่าไม่มีประโยชน์หรอก ถึงพวกเราจะฆ่ามันแต่โรงงานแห่งนี้จะอยู่ต่อไป มันยังหัวเราะอยู่อีก 24 ชั่วโมงหลังจากเราเอามันลงมาแล้วตัดมันเป็นสี่ท่อน จนในที่สุดเราเอาชิ้นส่วนของมันไปเผา ตลอดกระบวนการพวกนั้นแอนเดอร์สันมันยังท่องคำสวดต่อพระเจ้าของมันไม่หยุด เป็นคำที่ผมไม่อยากจะนึกถึง…

เราใช้เวลาเป็นสัปดาห์เพื่อเก็บกวาดโรงงาน ปล่อยตัวคนงาน และขนของที่เราพบไปที่ห้องใต้ดิน เราเก็บของที่ยังมีประโยช์แล้วขนเก็บไว้ในอาคารใกล้ทางออก พวกเราพยายามศึกษาทุกสิ่งทุกอย่างในนั้น พวกเราร้อยห้าสิบคนลงนรกในคืนนั้นและเหลือรอดแค่เก้าสิบสาม จนกระทั่งสิ้นสัปดาห์นั้นพวกเราเหลือแค่เจ็ดสิบเอ็ดคน

แต่สิ่งของที่พวกเราเจอในนั้นสิ สำหรับคุณที่ทำงานอยู่ในสถาบันมาสักพัก ของพวกนั้นคงจะไม่ทำให้คุณประหลาดใจ แต่เราเจอปืนของเล่นที่ยิงกระสุนจริง ลูกดิ่งโยโย่ที่ถลกหนังทุกคนที่มันสัมผัส ค้อนที่ทำงานเฉพาะกับเนื้อหนังของมนุษย์ ฝูงม้าโครงกระดูกที่วิ่งเร็วกว่าทุกสิ่งที่เราเคยเห็น ผ้าคลุมที่ถักทอจากราตรีกาลทำให้ผู้สวมใส่สามารถเข้าไปในมิติแห่งเงามืดได้ เราเจอสิ่งของหลายอย่างทั้งน่าประหลาดใจและน่าสยดสยอง และ…พวกเราเจอกับทางเลือก

ผมรวบรวมพวกยศสูงในคณะมาประชุมกัน เรียกพวกเขาว่า "เจ้าหน้าที่" ก็แล้วกัน เจ้าหน้าที่และผมพยายามคิดว่าเราจะทำอะไรกับสิ่งของที่เราเจอ ทุกคนล้วนมีความคิดของตัวเอง แชปเปลนเกิดเป็นบ้าขึ้นมาแล้วบอกว่าสิ่งของพวกนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่พระเจ้าสร้าง เป็นสิ่งศักสิทธิ์ที่เราต้องบูชา มาร์แชลกับดอว์กิ้นส์คิดว่าเป็นโชคดีของพวกเราการผลิตและจำหน่ายของพวกนี้ให้กับผู้ซื้อที่เสนอราคาสูงสุดจะทำกำไรให้เรามหาศาล อินเดียนแดงที่พวกเราเรียกว่าบาสเรียกสิ่งที่เราเจอว่าเป็นของวิปริตเราต้องไล่ล่าและกำจัดของพวกนี้ให้หมด และสมิธคิดว่าเราควรจะเอาของเหล่านี้กลับไปให้ประธานาธิบดี พวกเราทุกคนถกเถียงกันเป็นชั่วโมง เถียงกันเป็นวันๆพยายามจะหาข้อสรุป โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเรานั่งอยู่บนเหมืองทอง แล้วเรายังใช้ของพวกนี้ไล่ล่าพวกที่เราเจอทางใต้ได้ด้วย เราจะใช้โรงานนี้ในการทำความดี ใช้สถานที่นี้จัดเก็บและหาทางใช้หรืออย่างน้อยหาทางปกป้องคนของเราจากเครื่องมือพวกนี้

ผมแน่ใจว่าถึงตอนนี้คุณคงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แชปเปลนกับคนของเขาลักลอบหนีไปในตอนกลางคืนพร้อมกับหยิบของสองสามอย่างไปด้วย พวกเราไล่มาร์แชลออกไปเพราะเขาขัดขืนคำสั่ง ในตอนที่เขาก้าวออกไปเขาสาบานว่าจะกลับมาแก้แค้น ดอว์กิ้นส์กับคนของเขาหนีไปกับของหลายชิ้น บาสกับคนของเขาพยายามจุดไฟเผาทุกอย่างแต่ไม่เป็นผล และสมิธจะกลับไปรายงานต่อประธานาธิบดี ผมบังคับให้สมิธสาบานว่าเขาจะบอกประธานาธิบดีแกรนท์ว่าโรงงานถูกไฟเผาไปหมดสิ้นแล้ว ส่วนตัวผมเอง ผมมีแผนที่ยิ่งใหญ่สำหรับโรงงานแห่งนี้

แน่นอน…มันยากที่จะทำตามแผนเมื่อเหลือแค่ผมกับคนอีก 12 คน แต่นี่คือจุดเริ่มต้น

เรื่องต่างๆเป็นไปได้ด้วยดีระยะหนึ่ง เรามีของเล่นที่น่าประหลาดใจ การหาคนมาทำงานเป็นเรื่องง่าย ในตอนนั้นการทำเรื่องต่างๆนั้นง่ายอย่างกับการขับรถออกจากเมือง เรารู้ว่าเราต้องการอะไร เรารู้ว่าเราจะมีอำนาจแค่ไหน

เลเวนทัลออกไปหาคนสนับสนุนให้พวกเรา เราให้สิ่งประดิษฐ์ไปและเราก็ได้เงินมา…ราบรื่นมาก ไวท์กับโจนส์ออกไปหา…การสนับสนุนด้านอื่น ในการทำงานของเราก่อนหน้านี้เราเจอสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับคน มีความลับบางอย่างที่คนที่มีอำนาจไม่อยากให้รั่วไหลออกไปแล้วเรากับสิ่งประดิษฐ์ของเราสามารถเก็บความลับพวกนั้นได้ เวลาผ่านไปก็มีคนต้องการให้พวกเราจัดการเก็บความลับให้มากขึ้นเรื่อยๆ แบล็คเมล์เป็นสิ่งสกปรกแต่มันก็สำเร็จ ไบรท์ อาร์เจ้นท์และลูมินิวดูแลเรื่องการจัดประเภทสิ่งของ ไลท์กับภรรยาของไบรท์ดูแลเรื่องสุขภาพของพวกเรา พอพูดถึงไลท์แล้วนึกถึงสุขอนามัยแบบแปลกๆของเธอแต่เธอก็เป็นคนที่เก่งมาก โชฟ เฟลชเชอร์ และคาร์นอฟฟ์ดูเลเรื่องการฝึกกำลังพล เทสล่าและแทมลินเป็นคนจัดการเรื่องการใช้ประโยชน์จากสิ่งของที่เราเจอโดยไม่ให้เป็นที่สังเกตจนเกินไป

ตอนนั้นพวกเรายอดเยี่ยมมาก เราสร้างเมืองล้อมรอบโรงงานที่เราเรียกว่าไซต์อัลฟ่า ตำแหน่งเอเจ้นท์ นักวิจัย และคนพนักงานปฏิบัติการ ตำแหน่งพวกนี้มีคนเพิ่มขึ้นมาก

ขออภัย ผมแก่แล้ว ผมรู้ร่างกายผมมันไม่ได้ดูเป็นอย่างนั้น แต่ร่างกายมันโกหก ความคิดต่างหากที่…ถดถอย และบางครั้งผมก็หลงอยู่ในความทรงจำของผมเอง ทุกสิ่งเริ่มสับสน เอาเป็นว่า : เราใช้โรงงาน เรามักพบว่าโรงงานจะมีห้องเพื่อใช้เก็บสิ่งของเพิ่มขึ้นอยู่เสมอ ในตอนนั้นนี่เป็นคำที่เราใช้ "สิ่งของ" เราคิดว่าเราทำให้โรงงานมันเชื่องได้ นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมไม่ยอมเลิกงานนี้ ถ้าจะมีอะไรที่ผมสามารถทำได้ที่นี่ก็คือการย้ำเตือนคนอื่นๆว่า เราไม่สามารถทำให้สิ่งนี้เชื่องได้ ควบคุมจัดเก็บมันหรอ? เราทำได้ แต่ทำให้เชื่อง? ไม่มีทาง

หลังจากเวลาผ่านไปสักสิบปี องค์กรพวกเราเป็นรูปเป็นร่างพอสมควร พวกเราทั้ง 13 คนที่เริ่มสิ่งนี้ถูกเรียกด้วยหมายเลข เรารู้ว่าจะใช้สิ่งของอย่างไร และถ้ามีของสักอย่างสองอย่างหายเข้าไปในโรงงาน หรือบางทีก็เป็น D-class? อะไรหรอ…ใช่ แม้ในตอนนั้นพวกเราก็มี D-class ไว้ใช้งาน D หมายถึง Disposables-พวกใช้แล้วทิ้ง เราจำเป็นต้องมีคนสำหรับทดสอบสิ่งของต่างๆ เทสล่ากับแทมลินยืนยันในเรื่องนี้มาก ใช่…บางครั้งเราก็เสียคนที่ไม่สำคัญพวกนี้ อดัม…ขอโทษทีผมหมายถึง…ด๊อกเตอร์ไบรท์ เคยพูดว่าโรงงานมันเก็บค่าธรรมเนียม คุณไม่สามารถที่จะได้อะไรมาโดยที่ไม่เสียอะไรไปหรอก

ปี 1911 ปีนั้นทุกอย่างผิดพลาดไปหมด พวกนั้น…พวกเราเรียกพวกมันว่าแฟร์รี่ เราเรียกมันอย่างนี้ทั้งเผ่าพันธุ์ พวกมันดูเหมือนพวกเราทุกอย่างยกเว้นอย่างเดียวคือมันแพ้เหล็ก ใช่…นั่นทำให้เราเรียกพวกมันว่าแฟร์รี่ คุณไม่เคยรู้เรื่องพวกมันหรอ?…ทำไมน่ะหรอ เพราะนี่เป็นครั้งเดียวที่สถาบันกวาดล้างเผ่าพันธุ์หนึ่งจนหมด และผมเป็นคนที่ทำเรื่องด้วยตัวของผมเอง

ตอนนั้นพวกเราเคยล่าพวกเผ่าแฟร์รี่นี้มาแล้ว เราเคยเจอกับพวกมันสองสามครั้งและเอาชนะได้ง่ายดายทุกครั้ง เมื่อคนที่มีอำนาจมาขอให้เราช่วย เราจึงกระตือรือร้นที่จะทำงานนี้ เราชอบให้มีคนมาเป็นหนี้เรา เราส่งทีมที่เราเรียกว่าทีมล่าออกไป ครั้งต่อมาที่เราเจอพวกทีมล่าคือตอนที่หัวของพวกเขาถูกตัดเสียบกับเสา ผูกติดกับอานของสัตว์ที่พวกแฟร์รี่ใช้ขี่ ตอนที่พวกแฟร์รี่โจมตีโรงงาน

มันเลวร้าย…

สามคำ แต่อธิบายได้มากนัก ผมไม่เคย… ขออภัย โปรดให้เวลาผมสักพักหนึ่ง ผมไม่เคยเล่าเรื่องส่วนนี้ให้ใครฟัง คุณควรจะถือว่าคุณโชคดี แต่ถ้าคุณเล่าเรื่องที่ผมจะเล่าต่อจากนี้ให้ใครฟัง ผมจะไม่เพียงแต่ฆ่าคุณ แต่จะฆ่าทุกคนที่แชร์ DNA กับคุณด้วยวิธีที่โหดที่สุด คุณจะคิดว่าวิธี 110 Montauk เป็นของเด็กเล่นไปเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่ผมจะทำกับคุณ

พวกเราแพ้ พวกมันเข้ามาทำลายพวกเรา พวกมันเข้าตีกระบวนคนของพวกเรา ฆ่าคนของเรา อาวุธของพวกเราทำอะไรพวกมันไม่ได้ ผมเห็นผู้ร่วมก่อตั้งของผมตายไปทีละคนเพื่อพยายามที่จะรักษาโรงงานไว้ ส่วนผมน่ะหรอ? ผม…ที่เป็นทั้งผู้นำของพวกเขา…เป็นเพื่อนของพวกเขา…เป็นต้นแบบของพวกเขา เป็นพ่อบุญธรรมของลูกทั้งสี่ของไบรท์ เป็นคนที่ทุกคนไว้วางใจ ผมน่ะหรอ?… ผมหนี ผมหนีเหมือนเด็กประถมขี้แย หนีเข้าไปในใจกลางของโรงงาน ผมถูกไล่ตามมาติดๆ ผมได้ยินมัน รู้สึกถึงลมหายใจของมันรดต้นคอมา แล้ว…

แล้วผมก็มาถึงประตูที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ประตูทองแดงมีอักขระอาราบิกบางอย่างคลุมไปทั่ว ผมไม่เคยเป็นคนเก่งด้านภาษาโดยเฉพาะภาษาต่างชาติที่เป็นตัวโค้งพวกนี้ผมไม่ประสาเอาเลย ผมไม่สนใจ พวกมันกำลังไล่ตามผมมา ผมผลักประตูให้เปิดออกแล้วพุ่งเข้าไป ทุกอย่างหลังประตูนั้นมัน…ต่างออกไป มันมีความรู้สึกของความสงบสุข ผมรู้สึกว่าไม่มีอะไรทำอันตรายผมได้ แสงในนั้นเป็นสีแดงเข้ม แต่ก็ยังรู้สึกอบอุ่น ในหูผมได้ยินเสียงหัวใจขนาดยักษ์ของอะไรบางอย่างเต้น และ…ต่อหน้าผม คือซากของแอนเดอร์สัน มันพูดกับผม…แต่ผมไม่รู้ชัดว่ามันพูดอะไร มันเป็นความรู้สึกมากกว่า มันเสนอความหวังให้ผม แอนเดอร์สันมันบอกผม…มันบอกผมว่าเมื่อใช้สิ่งของที่ถูกผลิตในโรงงานนี้ จะเป็นการให้อาหารบางสิ่ง เป็นการช่วยให้บางสิ่งนั้นมันเติบโต แต่ถ้าพวกแฟร์รี่ยึดโรงงานได้พวกแฟร์รี่มันจะทำลายทุกอย่าง และผมจะยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ แอนเดอร์สันมันให้…ข้อเสนอ มันสามารถจัดการพวกแฟร์รี่ได้ ทำเหมือนกับว่าเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้น ผมแค่ต้องให้สิ่งที่มันต้องการคือ…พวกเรา

ผมไม่อยากทำ ผมรู้ว่าข้อเสนอนี้มันแย่ แต่นั่นแหละ ผมเห็นเหตุการณ์นั่นอีกครั้ง ครอบครัวของผม เพื่อนของผม ตาย…ตายด้วยน้ำมือพวกแฟร์รี่…ผมเลยตอบตกลง มันยิ้ม…ทันใดนั้นผมก็พบว่าตัวเองอยู่บนกำแพง มองขบวนพวกแฟร์รี่เคลื่อนข้ามเนินมา คนของสถาบันของผมกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ในมือผมมีอาวุธอยู่ชิ้นหนึ่ง ผมจะไม่ทำให้คุณเบื่อด้วยรายละเอียดของอาวุธนี้หรอก แต่พวกเราฆ่าพวกแฟร์รี่…ฆ่ามันทั้งหมด ด้วยอาวุธใหม่ชิ้นนี้พวกผมตามล่าพวกมันไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหน หรือลูกหลานมันจะหลบซ่อนอยู่ที่ใด เราฆ่ามันทั้งหมด O5ต่างไม่เห็นด้วยกับการกระทำของผม บอกว่าเราควรจะเหลือแฟร์รี่ไว้บ้างเผื่อเราจะต้องใช้พวกมันแต่ผมปัดแนวคิดนั้นทิ้งไป…

พวกเราย้ายออกจากโรงงาน ปิดมันทิ้ง ขนย้ายสิ่งของออกมา เราเปลี่ยนชื่อจาก "สิ่งของ" เป็น มาตรการกักกันพิเศษ เราเปลี่ยนภารกิจของเรามาเป็นการจัดเก็บสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่…อย่างอื่น คนอื่นๆสงสัย แต่ก็เข้าใจว่าผมมีเหตุผลของผม ผมปิดตายโรงงาน ลั่นแม่กุญแจ ฝังมันไว้ใต้กองขยะ ผมบอกทุกคนว่ามันอันตรายเกินไป ผมคิด…คิดว่าจะหนีจากมันได้ จนผมเจอบางอย่างบนโต๊ะทำงาน มันเป็นปืนของเล่นเก่าที่ยิงกระสุนจริงได้ และมันก็มีตราของโรงงานประทับอยู่

…ผมเคยส่งคนเข้าไป ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อที่จะดูว่าเกิดอะไรขึ้นในนั้น ครั้งสุดท้ายที่ผมส่งคนไปดูพบว่าไม่มีอะไรเลย แต่เราก็ยังเจอสิ่งของจากโรงงานปรากฎขึ้นที่นู่นที่นี่ ผมอดคิดไม่ได้ว่ามีอีกกี่ชิ้นที่เราหาไม่พบ มีอีกกี่คนที่เอาของเหล่านี้ไปใช้ หรือมีกี่คนที่เอาของเหล่านี้ไปซ่อน ผมคิดกลับไปถึงตอนที่ซากของแอนเดอร์สันบอกว่าทุกครั้งที่สิ่งของเหล่านี้ถูกใช้จะเป็นการเพิ่มพลังให้แก่โรงงาน แต่เพิ่มพลังให้กับอะไรล่ะ? ผมไม่คิดว่าผมอยากจะรู้คำตอบนั้น

เราให้อะไรโรงงานบ้างน่ะหรอ? ส่วนมากจะเป็น D-Class คุณคิดว่าพวกนั้นจะไปไหนล่ะ เมื่อเราส่งคนพวกนั้นเข้าไป พวกเขาจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทุกคนคิดว่าผมเป็นอัจริยะที่คิดหาทางกำจัด D-class พวกนั้นได้ แต่บางครั้ง…บางครั้งผมก็ต้องให้อย่างอื่น นักวิจัย เอเจ้นท์ คนพวกนั้นไม่เคยรู้เลยว่าจะต้องเจอกับอะไร เมื่อไปถึงที่นั่นโรงงานก็จะคว้าตัวพวกเขาไป

แต่ในที่สุดการมีพวกเราอยู่ก็เป็นสิ่งดีมากกว่าสิ่งที่แย่ ไม่ว่าโรงงานมันจะต้องการอะไร ไม่ว่าโรงงานมันจะ"เป็น"อะไร พวกเราทำงานได้ดีที่นี่ ผมจำเป็นจะต้องเชื่ออย่างนี้

และตอนนี้คุณก็รู้แล้ว คุณมีความสุขมั้ย? ผมไม่คิดว่าคุณจะมีความสุขหรอกเอเวอร์เร็ตต์ ทำไมถึงเอาเรื่องนี้มาบอกคุณน่ะหรอ? คุณรู้มั้ย…ผมแก่แล้วนะเอเวอร์เร็ตต์ ถ้าผมตายจะต้องมีใครสักคนที่จะให้อาหารกับโรงงานนั่นต่อไป บางที…คุณอาจจะไม่เหมือนผม บางที…คุณอาจจะคิดหาทางยืนหยัดต่อสู้กับมันได้

แต่…ผมไม่คิดอย่างนั้น

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License