กลิ่นเหม็นเน่าเป็นสิ่งแรกที่ผมจำได้ในทุกเช้าที่ลืมตาตื่น ไม่ใช่กลิ่นหอมของข้าวหรืออากาศบริสุทธิ์ยามเช้าแบบในนิทานหลอกเด็กที่พวกครูอาสาสมัครเคยเล่าให้ฟังหรอก แต่มันคือกลิ่นของความชื้น ไม่ก็เชื้อราและกลิ่นจากท่อระบายน้ำที่ตีตื้นขึ้นมาตามร่องกระเบื้องแตกๆ ของห้องน้ำ ห้องน้ำที่เป็นทั้งที่ปลดทุกข์และห้องนอนของผมกับพี่ชาย
ปกติแล้วบ้านแคบๆของเราเคยมีห้องนอน แต่ตอนนี้มันเป็นแค่ห้องที่พ่อเก็บไว้ใช้ในธุรกิจของพ่อ ซึ่งมันก็ดีแล้วที่เราไม่ได้เข้าไปนอน เพราะถ้าเราอยู่ข้างในนั้นนานๆ มันอาจทำให้เราไม่มีแรงออกไปหาข้าวกินหรือแย่ที่สุดคือพ่อจะกระทืบพวกเรา พ่อห่วงห้องนั้นมากเลยล่ะ
ในสลัมแห่งนี้ ตระกูลแสวงศักดิ์ของเราเปรียบเสมือนเนื้อร้ายที่แม้แต่เชื้อโรคด้วยกันยังรังเกียจ เราเป็นแค่เบี้ยล่างสุดในห่วงโซ่อาหารของแก๊ง ข่าวลือเรื่องการกวาดล้างดังหนาหูขึ้นทุกวัน ไม่ใช่การกวาดล้างจากตำรวจหน้าโง่พวกนั้นหรอก แต่เป็นการกวาดล้างกันเอง การตัดเนื้อร้ายทิ้งเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกระดับบน ความกระหายอำนาจของพวกมันไม่มีวันจบสิ้น ผมก็ได้แต่นอนมองคราบตะไคร่น้ำบนเพดานด้วยความสมเพชกับชีวิต
"ตื่นได้แล้วชาน" เสียงกระซิบของพี่ไชยาดังขึ้นข้างหูผม พี่เขย่าตัวผมเบาๆ มือของพี่ทั้งหยาบและเย็น
ผมลุกขึ้นนั่งพร้อมรับรู้ความปวดเมื่อยที่แล่นไปตามกระดูกสันหลัง การนอนขดตัวบนพื้นห้องน้ำที่ปูด้วยผ้าขี้ริ้วบางๆ ไม่เคยเป็นเรื่องสบายเลยสักนิด แต่มันก็ยังดีกว่าการออกไปนอนข้างนอกที่เสี่ยงต่อการถูกพวกขี้ยาเอามีดแทงท้องเพื่อเงินไม่กี่บาท
"วันนี้ต้องหาให้ได้มากกว่าเมื่อวานนะ" พี่ไชยาพูดพลางกระชับเสื้อยืดของเขา
"พ่ออารมณ์ไม่ดีน่ะ เพราะเหล้าหมดอีกแล้ว"
น้ำแห่งความเกลียดชังนั่น คือสิ่งที่ผมเรียกชื่อมัน ของเหลวสีอำพันในขวดแก้วขุ่นๆ ที่พ่อเทกรอกปากทุกวัน มันคือน้ำเปลี่ยนนิสัย จากชายผู้ให้กำเนิดกลายเป็นปีศาจที่พร้อมจะกระทืบลูกตัวเองได้ทุกเมื่อเพียงแค่หาเงินมาไม่พอค่าเหล้า
เราเดินออกมาจากซอกหลืบที่เรียกว่าบ้าน สภาพของพ่อดูไม่ได้ต่างจากศพเดินได้สักเท่าไหร่หรอก เขานั่งพิงผนังด้วยแววตาที่เลื่อนลอย แต่ทันทีที่เห็นหน้าเรา แววตานั้นก็เปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราด
"ได้มาเท่าไหร่?" เสียงพ่อคำรามในลำคอ
"ยังไม่ได้ออกไปเลยพ่อ" พี่ไชยาตอบเสียงสั่น พยายามเอาตัวบังผมไว้
"ไอ้ควาย! เงินมันจะลอยเข้ากระเป๋ามึงเองรึไง! ไป!" พ่อปาขวดเปล่าเฉียดหัวผมไปกระแทกผนังแตกกระจาย
"ถ้าวันนี้ไม่ได้ตามเป้าล่ะก็ พวกมึงไม่ต้องแดกข้าวเลย!"
เราวิ่งออกมา วิ่งหนีจากนรกขุมเล็กไปสู่นรกขุมใหญ่ที่เรียกว่าสังคม
ท้องถนนในเมืองร้อนระอุไปด้วยไอร้อนและฝุ่นควัน ผู้คนเดินขวักไขว่ด้วยใบหน้าบูดบึ้ง ทุกคนต่างดิ้นรน ต่างเห็นแก่ตัว ผมมองดูรถที่วิ่งผ่านน้ำขังเน่าๆ ไปโดยไม่ชะลอ สาดน้ำโสโครกใส่ป้าขายพวงมาลัยข้างทางจนเปียกปอน นี่แหละความจริงของประเทศนี้ คนรวยเหยียบหัวคนจนเพื่อขึ้นไปหายใจในที่ที่สูงกว่า ส่วนพวกเราก็เป็นแค่เศษฝุ่นใต้รองเท้าของคนพวกนั้น
"แม่ไปสบายแล้ว" จู่ๆคำพูดของพ่อผุดขึ้นมาในหัวผม
ผมไม่เคยเห็นหน้าแม่ รูปถ่ายสักใบก็ไม่มี พ่อบอกว่าแม่ทิ้งเราไป ไปในที่ ที่สบายกว่านี้ ผมเคยถามพี่ไชยาว่าสบายมันคืออะไร? คือการได้กิน? หรือคือการได้นอนบนเตียงดีๆ? หรือคือการไม่ต้องตื่นมาเจอหน้าพ่อ?
"ชาน…เหม่ออะไรอยู่ เหยื่อมาแล้ว" พี่สะกิดผม
เราแยกย้ายกันทำงานตามแผน งานของเราไม่ใช่การขอทาน พ่อสอนว่าการขอทานมันน่าสมเพช ซึ่งมันตลกสิ้นดีเลยที่คำนี้ออกมาจากปากพ่อ งานของเราคือการเอามา พ่อสอนให้เราโกหก พ่อบอกว่าโลกนี้ขับเคลื่อนด้วยคำตอแหล นักการเมืองโกหกประชาชน ตำรวจโกหกโจร พ่อค้าโกหกลูกค้า แล้วทำไมเราจะโกหกบ้างไม่ได้ล่ะ?
ผมเดินเข้าไปหาสิ่งที่เรียกว่าเหยื่อ คู่รักหนุ่มสาวที่ดูมีการศึกษา แสร้งทำหน้าเศร้า บีบน้ำตาที่สั่งได้ดั่งใจ
"พี่ครับ ช่วยผมด้วย พ่อค่อนข้างป่วยหนัก…"
คำโกหกไหลพรั่งพรูออกจากปากผมราวกับบทละครที่ถูกซ้อมมาเป็นพันครั้ง ผมเกลียดตัวเองที่ทำแบบนี้ แต่ผมเกลียดความหิวมากกว่า พอได้เงินมา ผมก็รีบส่งสัญญาณให้พี่ไชยา แล้วเราก็หายวับไปในตรอกซอกซอยของเมืองที่จะไม่มีใครรู้ว่าเราไปอยู่ไหน
เราทั้งสองต่างเอาเงินมาแบ่งและหาข้าวกิน พวกเราทำแบบนี้เป็นสิบๆครั้งไม่ซ้ำทุกที่ของเมือง
ตกเย็น เรากลับมาพร้อมเงินจำนวนหนึ่งที่น่าจะพอซื้อน้ำแห่งความเกลียดชังให้พ่อได้ และเหลือเศษเงินพอ ที่จะซื้อข้าวให้เราสองคน
แต่เมื่อกลับถึงห้อง บรรยากาศมันแปลกไป ข้าวของถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย พ่อนั่งอยู่กลางห้อง เลือดไหลอาบหน้าผาก แต่ในมือกลับกำขวดเหล้าขวดใหม่ไว้แน่น ไม่ใช่สิ นั่นมันขวดเปล่า
"พ่อ เกิดอะไรขึ้น?" พี่ไชยาถาม
"พวกมันมาแล้ว…" พ่อแสยะยิ้มที่เต็มไปด้วยเลือด
"มันบอกให้กูส่งยอดเพิ่ม ไม่งั้นมันจะมาเก็บกวาดกู"
"แล้วพ่อให้มันไปหมดเลยเหรอ? เงินเก็บของเรา" เสียงพี่ไชยาสั่นเครือ เงินที่เราแอบซ่อนไว้ใต้หลังคาของห้องน้ำ เงินที่เราฝันว่าจะใช้หนีไปจากที่นี่
"กูจำเป็น!" พ่อตะคอก ก่อนจะหันมามองเราด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
"มึงสองตัว…มีมาเท่าไหร่ เอามาให้หมด"
"ไม่!" ผมตะโกนออกไปเป็นครั้งแรก
"นี่มันเงินค่าข้าวเรานะพ่อ!"
เพียะ!
หน้าผมหันไปตามแรงตบ ความเจ็บปวดแล่นริ้วที่แก้ม ตามด้วยรสเค็มของเลือดในปาก ผมล้มลงกับพื้น พี่ไชยาพุ่งเข้ามาขวางพ่อไว้
"พ่อหยุดนะ! อย่าทำน้อง!"
"เดี๋ยวนี้มึงหัดเถียงกูหรอ ห๊ะ!"
พ่อเริ่มทุบตีพี่ชายผม เสียงเนื้อกระทบเนื้อมาพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของพี่ดังลั่นห้องแคบๆ ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งมอง มองดูชายที่ผมควรเรียกว่าพ่อ กำลังทำร้ายคนคนเดียวที่รักผมในโลกใบนี้
ความเกลียดชัง มันก่อตัวขึ้นในอกผม ร้อนแรงยิ่งกว่าน้ำเมาที่พ่อดื่ม มันไม่ใช่ความโกรธแบบเด็กๆ แต่มันคือความแค้นที่ฝังลึก ผมมองดูพ่อด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่สายตาของลูกที่มองพ่อ แต่เป็นสายตาของนักล่าที่มองเหยื่อ
ในที่สุดพ่อก็เหนื่อยและหลับไปคาขวดเหล้า ทิ้งร่างพี่ไชยาที่บอบช้ำให้นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น ผมคลานเข้าไปหาพี่ ก่อนจะคว้าเสื้อมาเช็ดเลือดที่มุมปากให้
"พี่…"
"ไม่เป็นไร…พี่ไหว" พี่ไชยายิ้มให้ผม ทั้งที่ตาบวมปูดอยู่
"นอนเถอะชาน…พรุ่งนี้เราค่อยเริ่มใหม่"
เรากลับไปนอนในห้องน้ำเหมือนเดิม พื้นกระเบื้องเย็นเฉียบดูดซับความร้อนจากร่างกาย แต่มันไม่อาจดับไฟแค้นในใจผมได้
ผมมองเพดานห้องน้ำที่มืดมิด ในหัวไม่ได้คิดถึงเรื่องความจนอีกต่อไปแล้ว ผมไม่ได้อยากรวย…ความรวยไม่ได้ช่วยให้เราพ้นจากนรกขุมนี้ ตราบใดที่ระบบเฮงซวยนี้ยังอยู่ ตราบใดที่คนอย่างพ่อยังหายใจ
"โตขึ้น…" ผมกระซิบกับความมืด เบาจนแทบไม่ได้ยิน
"ผมจะไม่แค่รวย แต่ผมจะทำลาย"
ทำลายระบบที่เน่าเฟะนี้ ทำลายตระกูลแสวงศักดิ์ ทำลายแก๊งห่านั่นและทำลายพ่อ
ผมจะทำให้ทุกอย่างมันว่างเปล่า เหมือนกับความรู้สึกในใจผมตอนนี้
เวลามันไม่ได้เยียวยาห่าเหวอะไรหรอก แต่มันทำให้หนังกำพร้าของเราด้านชาขึ้นต่างหาก ผมกับพี่ไชยาไม่ใช่เด็กตัวเล็กๆ ที่จะนอนร้องไห้เพราะความหิวอีกต่อไป ร่างกายของเรายืดขยายออกตามวัย แม้จะแคระกว่าเด็กทั่วไปเพราะขาดสารอาหาร แต่กล้ามเนื้อที่เกิดจากการแบกหามและการถูกทุบตีมันเริ่มแข็งเกร็งขึ้นมาแทนที่ไขมันในตัวเราทั้งสอง
ในวัยที่ฮอร์โมนเริ่มพลุ่งพล่าน ความคิดความอ่านของผมเริ่มเปลี่ยนไป จากความกลัว กลายเป็นความรังเกียจ และจากความรังเกียจ กลายเป็นความต้องการที่จะหลุดพ้น
“พี่…ถ้าเราเอามันไปขายเองล่ะ?” ผมกระซิบถามพี่ไชยาในขณะที่เรากำลังนั่งคัดแยกขยะพลาสติกอยู่หลังบ้านเพื่อเอาไปขาย
พี่ไชยาชะงักมือที่กำลังแกะฉลากขวดน้ำ “มึงพูดเหี้ยอะไรอยู่เนี่ยชาน พ่อรู้พ่อฆ่าเราตายคาตีนแน่”
“ก็อย่าให้รู้สิพี่!” ผมเถียงเสียงแข็ง แววตาที่เคยใสซื่อตอนนี้เริ่มขุ่นมัวด้วยความทะเยอทะยาน
“เราขโมยมาทีละนิด แป้งนั่นน่ะ พ่อเมาจนจะตายห่าไปหมอบกับพื้นแล้ว มันไม่มานั่งชั่งน้ำหนักหรอก เอาไปปล่อยให้พวกวัยรุ่นในวัด แค่นี้เราก็มีเงินแล้ว”
“ถ้าโดนจับได้ล่ะ?”
“ก็ติดคุก” ผมตอบทันที ราวกับเตรียมคำตอบนี้มานานแล้ว
“ผมได้ยินว่า…ติดคุกก็ยังมีข้าวกิน ไม่ต้องมาทนรองมือรองตีนพ่อ ไม่ต้องมาดมกลิ่นเยี่ยวในห้องน้ำหรืออย่างน้อย ถ้าเราขายได้ เราก็ไปจากที่นี่ ไปให้พ้นจากนรกห่านี่”
พี่ไชยาเงียบไปนาน เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดสนิท ไม่มีดาวสักดวงให้เห็นในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยแสงไฟนีออน
“ทะเล…” ไชยาพึมพำ
“ถ้าเรามีเงิน…แล้วเราไปทะเลกันไหมชาน? กูเคยเห็นในทีวีร้านเจ๊ก น้ำสีฟ้าและทรายสีขาว แล้วก็มีปลาเผาตัวใหญ่ที่เนื้อขาวจั๊วะด้วยนะ”
“ไปสิพี่” ผมรีบรับคำ
“เราไปซื้อบ้านสักหลัง ริมทะเล กินปลาเผาแม่งทุกวันแล้วไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องกลัวพ่อ”
ความฝันของเรามันช่างเรียบง่ายและโง่เขลา แต่นั่นคือแสงสว่างเดียวที่หล่อเลี้ยงวิญญาณของเราในตอนนั้น แผนการถูกวางขึ้นอย่างเงียบเชียบ เราจะรอจังหวะที่พ่อน็อคจากฤทธิ์ยาและเหล้า แล้วเราจะค้นหา คลังแสงของพ่อ
เย็นวันนั้น บรรยากาศในห้องเช่ารูหนูดูอึมครึมกว่าปกติ พ่อกลับมาพร้อมอาการเมามายอย่างหนัก เขาเดินเซชนตู้เสื้อผ้าเก่าๆ จนมันโยก ก่อนจะล้มตัวลงนอนแผ่หราบนฟูกที่เปื้อนคราบเหลือง ส่งเสียงกรนดังน่ารำคาญ
“เอาเลยไหม?” ผมส่งสายตาให้พี่
พี่ไชยาพยักหน้า เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามตัวผม เราค่อยๆ ย่องเข้าไปในโซนที่พ่อหวงแหนที่สุด มุมห้องที่กองทับถมด้วยลังกระดาษและหนังสือพิมพ์เก่าๆ ฝุ่นหนาฟุ้งกระจายทุกครั้งที่เราขยับของ
เราค้นหาแป้งสีขาวถุงพลาสติกใสบรรจุผงนรกที่จะพาเราไปสู่สวรรค์ริมทะเล เราเปิดลิ้นชัก รื้อใต้เตียง ล้วงเข้าไปในซอกหลืบของผนังไม้ผุๆ
“เจอไหม?”
“ไม่เจอ…พ่อมันเอาไปซ่อนไหนวะหรือพ่อเอาไปขายหมดแล้ว?” ผมเริ่มหงุดหงิด
เราขยับตู้เสื้อผ้าไม้สักเก่าคร่ำครึที่พ่อหวงนักหวงหนา แม้เราจะเคยเข้าห้องแล้วพ่อก็ดูไม่โกรธเท่าที่เราแตะตู้นั่นหรอก ตู้นี้พ่อห้ามเราแตะต้องเด็ดขาด พ่อบอกว่ามันเป็นของแม่ เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่แม่ทิ้งไว้
“บางที…มันอาจจะอยู่ในนี้” พี่ไชยาตัดสินใจงัดบานประตูตู้ ไม้ที่บวมน้ำทำให้มันฝืดจนต้องออกแรงดึง
เอี๊ยดดดดด
เสียงไม้เสียดสีกันดังบาดหู เราสองคนสะดุ้งเฮือก หันไปมองพ่อ เขายังคงกรนอยู่เราถอนหายใจ แล้วหันกลับมามองสิ่งที่อยู่ในตู้
กลิ่นมัน…
ทันทีที่ตู้เปิดออก กลิ่นเหม็นอับรุนแรงพุ่งเข้ากระแทกจมูกผม มันไม่ใช่กลิ่นขยะและไม่ใช่กลิ่นหนูตายที่ผมคุ้นเคย แต่มันเป็นกลิ่นที่หวานเอียน ผสมกับกลิ่นอับชื้นที่รุนแรงจนอยากอาเจียน กลิ่นของกาลเวลาที่หยุดนิ่งและเน่าเปื่อย
ในตู้ไม่มีเสื้อผ้าสวยงาม ไม่มีแป้งสีขาว
มีแต่ห่อผ้าใบใหญ่… ผ้าปูที่นอนเก่าๆ ที่ถูกมัดปมไว้อย่างแน่นหนา วางขดอยู่ที่พื้นตู้ มันดูผิดรูปผิดร่าง เหมือนก้อนเนื้อขนาดใหญ่
“อะไรวะ…” พี่ไชยาเอื้อมมือที่สั่นเทาไปแตะห่อผ้านั้น มันแข็งกระด้าง แต่มีความยืดหยุ่นแปลกประหลาด
พี่ค่อยๆ แกะปมผ้าออก ผมชะโงกหน้าเข้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น หัวใจเต้นรัวจนเจ็บหน้าอก
ผ้าชั้นแรกหลุดออกเผยให้เห็นเส้นผมยาวสลวยที่แห้งกรังติดกันเป็นก้อน ผ้าชั้นที่สองหลุดออก เผยให้เห็นผิวหนังสีน้ำตาลเข้มที่แห้งติดกระดูก เหมือนหนังวัวตากแห้งที่ถูกดึงจนตึง
และเมื่อผ้าชั้นสุดท้ายร่วงลง โลกของผมก็พังทลาย
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ตุ๊กตา ไม่ใช่หุ่นลองเสื้อ แต่มันคือศพ
ร่างของผู้หญิงที่แห้งกรัง ร่างกายบิดเบี้ยวจากการถูกยัดเข้าไปในตู้แคบๆ เป็นเวลานาน ผิวหนังที่เละจนเห็นซี่โครงและกะโหลกชัดเจน เบ้าตากลวงโบ๋จ้องมองมาที่เรา ปากที่แห้งตึงเผยอออกเห็นฟันขาวซีดที่ดูแสยะยิ้มตลอดเวลา
“แม่…”คำๆ นั้นหลุดออกมาจากปากพี่ชายผมอย่างไม่รู้ตัว
นี่คือแม่เหรอ? แม่ที่พ่อบอกว่าไปสบายแล้ว? แม่ที่ไปเที่ยวพักร้อน? ความจริงกระแทกหน้าผมยิ่งกว่าโดนพ่อตบ แม่ไม่ได้ไปไหนเลย แม่ไม่ได้หนีไปมีความสุข แม่ถูกขังอยู่ที่นี่ ถูกขังอยู่ในตู้เฮงซวยนี้มาโดยตลอดเวลาที่เราถูกทุบตี แม่เฝ้ามองเราผ่านความมืดมิดของตู้ไม้เน่าๆ นี้มาตลอดหลายปี
นั้นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นหน้าของแม่ผม
“ชาน! อย่ามอง!” พี่ไชยาพุ่งเข้ามาเอามือปิดตาผมไว้ เสียงพี่สั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ความ
“อย่ามองนะชาน!”
แต่ภาพนั้นมันฝังลงในเรตินาของผมแล้ว ความขยะแขยงแล่นพล่านไปทั่วร่าง ผมอยากจะอ้วกตอนนี้เลย แต่ความกลัวทำให้ก้อนเนื้อในลำคอมันตีบตันผมจนหายใจไม่ออก
“พวกมึง…ทำอะไรกันอยู่…”
เสียงที่เย็นยะเยือกยิ่งกว่าความตายดังขึ้นจากด้านหลัง
เราสะดุ้งสุดตัว หันกลับไปมอง พ่อยืนอยู่ตรงนั้น แววตาของพ่อวาวโรจน์ไปด้วยไฟนรก มันคือความโกรธที่บริสุทธิ์ที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้
ความลับของพ่อ สมบัติของพ่อถูกแตะต้อง
“กูบอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามยุ่งกับตู้!” พ่อคำราม เสียงดังสนั่นจนกระจกหน้าต่างสั่นไหว
“พ่อ! นี่แม่ใช่ไหม! พ่อทำอะไรกับแม่!” พี่ไชยาตะโกนกลับ ทั้งที่ตัวสั่นเทา พยายามเอาตัวบังผมไว้
“อีนั่นมันจะทิ้งกู! มันจะทิ้งพวกมึงอยู่แล้ว!” พ่อกรีดร้องเหมือนคนเสียสติ น้ำลายฟูมปาก
“กูเลยเก็บมันไว้! กูเก็บครอบครัวเราไว้ด้วยกัน! แล้วพวกมึง ไอ้เด็กเนรคุณ!”
พ่อพุ่งเข้ามา เร็วกว่าที่ผมคิด มือที่หนาหนักกระชากคอเสื้อพี่ไชยา แล้วเหวี่ยงพี่กระแทกพื้นกระเบื้องเต็มแรง
ตุ้บ!
เสียงศีรษะพี่กระแทกพื้นดังน่ากลัว พี่ไชยาร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด แต่พ่อไม่หยุด พ่อตามลงไปคร่อมร่างพี่ไว้ แล้วระดมหมัดใส่หน้าไชยา
ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ!
“อย่า! พ่อหยุดนะ! หยุด!” ผมกรีดร้อง พุ่งเข้าไปเกาะแขนพ่อ พยายามดึงพ่อออก แต่แรงของเด็กตัวเล็กๆ จะไปสู้อะไรกับปีศาจคลั่งยาได้ล่ะ
พ่อสะบัดแขนทีเดียว ผมก็ปลิวไปกระแทกตู้เสื้อผ้าแล้ว ร่างแม่ที่แห้งกรังขยับไหวตามแรงสะเทือน ราวกับกำลังหัวเราะเยาะพวกเรา หัวเราะให้กับความเวทนาของครอบครัว
พ่อหันมาหาผม เขาทิ้งร่างพี่ไชยาที่นอนจมกองเลือดและหายใจรวยรินอยู่บนพื้น
“มึง…มึงมันก็เหมือนแม่มึงเลยชาน” พ่อพูดเสียงต่ำ เดินย่างสามขุมเข้ามาหาผม
“สายตาแบบนั้น สายตาแบบเดียวที่มองกูเหมือนขยะ!”
พ่อกระชากคอผม แล้วยกตัวผมลอยขึ้นจากพื้น เท้าผมลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ มือของพ่อเหมือนคีมเหล็กที่บีบหลอดลมผมจนมิด
อากาศขาดหายไป ความเจ็บปวดแล่นพล่านที่ลำคอ หน้าผมร้อนผ่าว เลือดสูบฉีดขึ้นสมองแต่ไม่มีทางไป นี่คือครั้งแรกที่ผมสัมผัสความตาย มันเย็นวาบที่ปลายนิ้วที่กำลังบีบที่คอผม
พ่อเหวี่ยงผมลงบนกองขยะในห้อง แล้วตามลงมาบีบซ้ำ ครั้งที่สองแรงบีบมหาศาลจนผมได้ยินเสียงกระดูกคอตนเองลั่น จนลิ้นจุกปาก ตาผมเหลือกขึ้นมองเพดาน ภาพทุกอย่างเริ่มพร่ามัวเป็นสีขาวโพลน
และครั้งที่สาม พ่อเงื้อหมัดขึ้น หมัดที่เปื้อนเลือดของพี่ของผม ชกเข้าที่ใบหน้าผมจนดั้งจมูกผมหักสะบั้น เลือดทะลักออกมาอุดรูจมูก ผมสำลักเลือดตัวเองออกมา
ความคิดสุดท้ายผุดขึ้นมา ผมกำลังจะหลับตาลง ยอมรับความมืดมิดที่แสนสบาย
เพล้ง!
เสียงแก้วแตกดังสนั่น บาดลึกเข้าไปในความเงียบของความตาย
แรงบีบที่คอผมคลายออก น้ำหนักตัวของพ่อทรุดฮวบลงมาทับผม ผมลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก ท่ามกลางภาพที่เบลอและหมุนคว้าง ผมเห็นพี่ไชยาที่ยืนอยู่ข้างหลังพ่อ ในมือของพี่กำปากขวดเหล้าที่แตกเป็นปากแหลม เลือดสีแดงสดกำลังพุ่งกระฉูดออกมาจากลำคอของพ่อราวกับท่อน้ำแตก
พ่อพยายามเอามือกุมคอตัวเอง เขาส่งเสียงในลำคอ เหมือนหมูที่ถูกเชือด เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วห้อง ทั่วหน้าผม ทั่วศพของแม่ที่นอนดูอยู่
พี่ไม่หยุดแค่นั้น พี่กระโจนเข้าใส่ร่างพ่อที่กำลังล้มลง พี่แทง…แทง…และแทง ปากแหลมของขวดเหล้าที่คมกริบจ้วงแทงเข้าที่คอ ที่ไหล่ ที่หน้าอก ครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงเนื้อฉีกขาดผสมกับเสียงคำรามของพี่ที่เต็มไปด้วยความแค้นและความเจ็บปวด
ผมตะเกียกตะกายถอยหนี มองดูภาพตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน พี่ชายผู้แสนดีของผม พี่ชายที่อยากไปทะเล…ตอนนี้กำลังกลายเป็นฆาตกร ร่างกายพี่อาบไปด้วยเลือดของพ่อ แววตาพี่ว่างเปล่าแต่ดุดันและบาดแผลที่คิ้ว
พี่แทงจนขวดแตกละเอียดคามือ แล้วพี่ก็คว้าเศษแก้วชิ้นใหม่มาแทงต่อ แทงจนแน่ใจว่าก้อนเนื้อที่เคยเป็นพ่อนั้นจะไม่ลุกขึ้นมาทำร้ายเราได้อีก
พ่อแน่นิ่งไปแล้ว ดวงตาเขาเบิกโพลง จ้องมองไปที่เพดานอย่างไร้จุดหมาย
ห้องเงียบสนิทลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจหนักๆ ของพี่ไชยา
พี่ทิ้งเศษแก้วลง มือพี่สั่นระริก พี่ค่อยๆ หันมามองผม น้ำตาไหลพรากอาบแก้มที่เปื้อนเลือด
“ชาน…”
พี่พุ่งเข้ามาหาผม กอดผมไว้แน่น แรงกอดนั้นเจ็บร้าวไปถึงกระดูก แต่ผมไม่ร้อง พี่กอดผมเหมือนกลัวว่าผมจะแตกสลายหายไป
“ขอโทษ… พี่ขอโทษ… พี่ขอโทษชาน…”
พี่พร่ำพูดคำเดิมซ้ำๆ เสียงสะอื้นฮักดังก้องไปทั่วหัวใจผม พี่ไม่ได้ขอโทษที่ฆ่าพ่อหรอก พี่ขอโทษที่ทำให้ชีวิตเราต้องเป็นแบบนี้ ขอโทษที่ปกป้องผมให้ดีกว่านี้ไม่ได้ ขอโทษที่ความฝันเรื่องทะเลและปลาเผามันจบลงตรงนี้ จบลงบนพื้นห้องที่นองไปด้วยเลือดของพ่อและศพของแม่
เสียงไซเรนดังใกล้เข้ามา แสงไฟสีแดงและน้ำเงินสาดส่องเข้ามาในห้องผ่านรอยแตกของประตู เพื่อนบ้านคงโทรแจ้งตำรวจ หรือไม่ก็ใครสักคนที่ได้ยินเสียงการฆ่าฟัน
“พี่…” ผมพยายามจะพูด แต่เสียงผมไม่มี
“ฟังพี่นะชาน” พี่ไชยาผละออก จับไหล่ผมแน่น จ้องตาผม
“เอ็งไม่ได้ทำจำไว้ เอ็งไม่ได้ทำ พี่ทำคนเดียว เอ็งต้องรอด เอ็งต้องมีชีวิตที่ดีเข้าไว้นะชาน…”
ประตูห้องถูกพังเข้ามา ชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบหลายคนกรูเข้ามาพร้อมอาวุธ
“ยกมือขึ้น!”
ภาพสุดท้ายที่ผมเห็น คือพี่ไชยาที่ลุกขึ้นยืนช้าๆ ยกมือที่ชุ่มเลือดขึ้นเหนือหัว เอาตัวบังผมไว้จากกระบอกปืนของเจ้าหน้าที่ เขาหันมามองผมเป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มเศร้าๆ ปรากฏบนใบหน้าเปื้อนเลือด
นั่นคือภาพของฮีโร่ที่ไม่ใส่ผ้าคลุม
พวกเขาจับพี่กดลงกับพื้น ใส่กุญแจมือ ลากพี่ออกไปเหมือนหมูเหมือนหมา ส่วนผมถูกอุ้มขึ้นโดยเจ้าหน้าที่อีกคน เราถูกจับแยกจากกัน ตลอดกาล
กระดาษมันก็ยังเป็นกระดาษแผ่นบางอยู่วันยังค่ำ เป็นได้แค่ที่เปื้อนหมึกปั๊มตราประทับสีทองธรรมดา ผมหมุนม้วนปริญญาบัตรในมือเล่น ความรู้สึกของผิวสัมผัสมันเรียบเนียน แต่มันช่างเบาหวิว เบาจนน่าตลกเมื่อเทียบกับน้ำหนักของเลือดและเศษแก้วที่ผมเคยกำไว้ในวัยเด็ก
เสียงปรบมือดังกระหึ่มรอบตัวผม ในหอประชุมขนาดใหญ่ของมหาวิทยาลัยชั้นนำในยุโรป ผู้คนลุกขึ้นยืนแสดงความยินดี แสงแฟลชวูบวาบจนตาพร่า พ่อแม่บุญธรรมของผม คู่สามีภรรยาชาวตะวันตกผู้ร่ำรวยที่รับอุปการะเด็กกำพร้าจากสลัมเพื่อเติมเต็มภาพลักษณ์ผู้ใจบุญของพวกเขา พ่อแม่ทั้งสองยืนยิ้มกว้างจนเห็นเหงือก พวกเขาภูมิใจ ไม่ใช่เพราะผมเก่ง แต่เพราะผมคือผลงานชิ้นเอกของพวกเขา คือถ้วยรางวัลที่มีชีวิตที่พิสูจน์ว่าเงินของพวกเขาสามารถชุบชีวิตเศษขยะให้กลายเป็นทองคำได้
ผมยิ้มตอบด้วยรอยยิ้มที่ผมฝึกฝนหน้ากระจกมาเป็นพันครั้ง องศาของมุมปาก การหยีตาเล็กน้อยเพื่อให้ดูจริงใจ มันเป็นหน้ากากที่สมบูรณ์แบบเลยล่ะ
"เก่งมากชาน! พ่อกับแม่ภูมิใจในตัวลูกที่สุดเลยนะ! ลูกรู้ไหมเนี่ย?!" แม่บุญธรรมโผเข้ากอดผม กลิ่นน้ำหอมราคาแพงของเธอฉุนก็จริง แต่มันกลบกลิ่นคาวเลือดในความทรงจำผมไม่ได้เลยสักนิด
การคว้าปริญญาสองใบของนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์แล้วนั้น สำหรับผมมันง่ายดายยิ่งกว่าการแย่งข้าวหมากินซะอีก เมื่อคุณมีทุน เมื่อคุณไม่ต้องกังวลว่าพรุ่งนี้จะมีข้าวกินไหม สมองของคุณจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอย่างน่ากลัว ผมดูดซับความรู้พวกนั้นเหมือนฟองน้ำ ไม่ใช่เพราะผมรักการเรียน แต่เพราะผมรู้ว่าความรู้คืออาวุธชนิดเดียวที่พวกคนรวยใช้กดขี่คนอย่างพ่อผม และตอนนี้ผมมีอาวุธนั้นอยู่ในมือแล้ว
ผมเดินลงจากเวที ผ่านฝูงชนนับหมื่นที่มาร่วมงานรับปริญญา
ในสายตาคนทั่วไป นี่คือภาพแห่งความสุข ความสำเร็จ และอนาคตที่สดใส แต่ในสายตาผม ผมเห็นโรงฆ่าสัตว์
ผมมองดูพวกเขา ไม่ได้มองในฐานะมนุษย์ แต่ผมกำลังชำแหละพวกเขาทางสายตา เหมือนที่นักชีววิทยาชำแหละกบหรือเหมือนพ่อครัวที่แล่เนื้อลูกแกะ ดูชายคนนั้นสิ พ่อที่กำลังโอบไหล่ลูกชาย แววตาของเขาไม่ได้มีความยินดี เขาแค่มองไปรอบๆ เพื่อเปรียบเทียบลูกตัวเองกับลูกคนอื่น ความริษยาซ่อนอยู่ในรอยตีนกา ดูหญิงสาวคนนั้น รอยยิ้มหวานหยดย้อย แต่กล้ามเนื้อที่คอเกร็งเครียด เธอกำลังกลัว กลัวว่าจะไม่ได้เป็นจุดสนใจ กลัวว่าชุดที่ใส่มันจะดูราคาถูกกว่าเพื่อน
ผมแยกแยะรอยยิ้มจอมปลอม รอยเดินที่แสดงความไม่มั่นใจ รอยร้าวในความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าหรูหรา ผมอ่านภาษากายของพวกเขาออกทะลุปรุโปร่ง กลิ่นของความโลภ ความราคะ ความอิจฉา มันโชยออกมาจากรูขุมขนของพวกเขา ผสมปนเปกับกลิ่นเหงื่อและแป้งราคาแพง
มันทำให้ผมไม่ได้เป็นแค่เศษฝุ่นอีกต่อไป ผมคือผู้ล่าที่เดินปะปนอยู่กับฝูงแกะที่หลงระเริง ผมรู้กลไกความคิดของพวกเขา ผมรู้วิธีที่จะชักจูงคน หลอกล่อ หรือทำลายพวกเขาด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ แต่มันน่าเบื่อ พระเจ้าและห้ตายสิ…มันน่าเบื่อเหลือเกิน
ความเหนือกว่านี้ไม่ได้เติมเต็มหลุมดำในอกผมเลย ความว่างเปล่าที่พี่ไชยาทิ้งไว้ยังคงขยายตัว กัดกินอวัยวะภายในของผมอย่างเงียบเชียบ
…
เครื่องบินแตะพื้นรันเวย์ที่สุวรรณภูมิ ความร้อนชื้นของประเทศไทยพุ่งเข้าปะทะหน้าทันทีที่ก้าวออกจากประตูเครื่องบิน มันคือกลิ่นของบ้าน กลิ่นของมลพิษ ฝุ่น และความเน่าเฟะที่คุ้นเคย
สิ่งแรกที่ผมทำไม่ใช่การกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดในสลัม แต่ผมไปที่วัด วัดชานเมืองที่จัดการเผาศพพ่อแบบอนาถาเมื่อหลายปีก่อน ไม่มีป้ายชื่อสวยหรู มีแค่โกศพลาสติกราคาถูกที่ถูกยัดไว้ในช่องเก็บกระดูกรวมที่ไม่มีใครเหลียวแล
ผมยืนอยู่หน้าช่องนั้น ในชุดสูทสั่งตัดราคาหลายหมื่นบาท รองเท้าหนังขัดมันวาวสะท้อนแสงแดดจนผมดูแปลกแยก เหมือนมนุษย์ต่างดาวที่ลงมาเหยียบโลก
"ไง… พ่อ"
ผมกระซิบ คำพูดที่ไม่มีความเคารพเจือปน ผมมองดูความว่างเปล่าตรงหน้า นึกถึงใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ นึกถึงมือที่บีบคอผม นึกถึงเสียงกระดูกที่หัก
ผมสูดหายใจลึก รวบรวมน้ำลายผสมกับความเกลียดชังที่ตกตะกอนมาทั้งชีวิต แล้วถ่มมันออกไป
ก้อนน้ำลายสกปรกกระทบกับฝาปูนซีเมนต์ของช่องเก็บกระดูก ไหลย้อยลงมาเป็นทางยาว
ผมรอ…รอความรู้สึกสะใจ รอความรู้สึกปลดปล่อย รอให้ภูเขาแห่งความแค้นมันพังทลายลง แต่มัน…กลับว่างเปล่า
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท้องฟ้าไม่ถล่ม แผ่นดินไม่สะเทือน และใจผมก็ไม่ได้เบาลงเลยสักนิด พ่อตายไปแล้ว ตายไปนานแล้ว การถ่มน้ำลายรดเถ้ากระดูกของคนตายมันไม่มีความหมาย มันเป็นแค่การกระทำของเด็กขี้แพ้ชัดๆ
"แม่ง" ผมสบถ เช็ดปากด้วยผ้าเช็ดหน้า แล้วโยนมันทิ้งลงพื้นตรงนั้น หันหลังเดินออกมาโดยไม่หันกลับไปมองอีกตลอดกาล
ผมมีทางเลือกมากมายรออยู่ พ่อแม่บุญธรรมปูทางไว้ให้หมดแล้ว เส้นสายของพวกเขาสามารถฝากผมเข้าทำงานที่ไหนก็ได้ เป็นหมอเหรอ? เป็นจิตแพทย์? นั่งฟังคนรวยพร่ำบ่นเรื่องปัญหาชีวิตไร้สาระ แล้วจ่ายยาที่ทำให้พวกเขากลายเป็นซอมบี้? เพื่ออะไร? เพื่อรักษาเศษขยะพวกนี้ให้มีชีวิตยืนยาวขึ้นงั้นเหรอ? เป็นข้าราชการ? ไต่เต้าขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของอำนาจ? ใส่ชุดกากีแล้วนั่งเซ็นเอกสารพร้อมรับเงินใต้โต๊ะ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่สร้างคนอย่างพ่อผมขึ้นมา?
ผมทำได้…ผมรู้ว่าผมจะไปได้ไกลกว่านั้น ผมจะเป็นปีศาจที่กัดกินระบบจากข้างใน แต่สุดท้ายแล้วผมก็จะเป็นแค่คนรวยที่มีเงินเหมือนเดิม สังคมก็จะเน่าเฟะเหมือนเดิม วงจรอุบาทว์นี้จะหมุนต่อไปโดยมีผมเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่ง
"น่าสมเพชฉิบหาย"
ผมขับรถที่เช่ามา มุ่งหน้าลงใต้ ผมต้องการหนี หนีจากความสำเร็จจอมปลอม หนีจากตัวเอง
หัวหิน ทะเล…
ผมจอดรถ ทิ้งรองเท้าราคาแพงไว้บนพื้นถนน แล้วเดินเท้าเปล่าลงไปบนผืนทราย เม็ดทรายหยาบๆ บาดเท้าผมก็จริง แต่มันทำให้ผมรู้สึกว่ายังมีชีวิตอยู่ เสียงคลื่นซัดสาดดังเป็นจังหวะ เหมือนเสียงลมหายใจของยักษ์บรรพกาลในนิทานหรือเรื่องเล่าหลอกเด็ก
ผมนั่งลงบนหาดทรายที่เริ่มเย็นลงตามแสงอาทิตย์ที่ลาลับขอบฟ้า สั่งปลาเผาจากร้านข้างทางมาหนึ่งตัว มันมีกลิ่นควันหอมฉุยลอยแตะจมูกผม
"กินปลาเผาและไปทะเล…"
คำสัญญาของพี่ไชยาดังก้องในหู นี่ไงพี่ ผมมาแล้ว ผมนั่งอยู่ตรงนี้ ทะเลอยู่ตรงหน้า ปลาเผาอยู่ในมือ ผมมีเงินซื้อปลาเผานี้ได้เป็นล้านตัว ผมซื้อที่ดินตรงนี้ปลูกบ้านก็ยังได้เลย
ผมฉีกเนื้อปลาเข้าปาก รสชาติเค็มสัมผัสหวาน น้ำตาผมไหลออกมาเองโดยไม่รู้ตัว หยดลงบนเนื้อปลา
มันไม่อร่อยเลย มันไม่อร่อยเลยสักนิดเดียวถ้าพี่ไม่ได้กินด้วย
ผมลุกขึ้นยืน กางแขนออกรับลมทะเลที่พัดกระหน่ำ เสื้อเชิ้ตสีขาวปลิวไสว ผมหลับตาลง ปล่อยให้เสียงคลื่นกลบเสียงความคิดในหัว วินาทีนั้น ท่ามกลางความเวิ้งว้างของทะเล ผมได้รับคำตอบ
สิ่งที่ผมขาดไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ความสำเร็จ ไม่ใช่การแก้แค้น
สิ่งที่ผมขาดคือ ความจริง ความจริงเกี่ยวกับพี่ชายผม…เขาหายไปไหน? วันนั้นหลังจากรถตำรวจคันนั้นแล่นออกไป เขาถูกพาไปที่ไหน?
ผมกลับไปที่รถ เปิดแล็ปท็อปขึ้นมา แสงหน้าจอสว่างวาบในความมืด ผมเริ่มพิมพ์…ไม่ใช่ค้นหาข้อมูลวิชาการ แต่เริ่มเจาะฐานข้อมูลด้วยควารู้ที่ผมร่ำเรียนมา เริ่มต้นจากข่าวเก่าๆ บันทึกคดีอาชญากรรม บันทึกเรือนจำ
"นายไชยา แสวงศักดิ์"
ไม่พบข้อมูล
ไม่มีบันทึกการจับกุม ไม่มีบันทึกการตัดสินคดี ไม่มีชื่อในเรือนจำกลาง ไม่มีใบมรณะบัตร พี่ชายผม…ระเหยกลายเป็นไอ หายไปจากระบบราชการไทยราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่
เป็นไปไม่ได้เลย คนฆ่าพ่อตัวเองอย่างโหดเหี้ยมต้องได้ออกข่าวหน้าหนึ่งสักครั้งสิวะ มันต้องมีบันทึกสิ ต้องมีร่องรอย เว้นแต่ว่าจะมีใครบางคนลบมันออกไป
ใครที่มีอำนาจขนาดลบตัวตนของคนคนหนึ่งออกจากระบบได้? ใครที่ต้องการตัวฆาตกรเด็กที่มีความรุนแรงและจิตใจเด็ดเดี่ยว?
ผมมองดูหน้าจอที่ว่างเปล่า รอยยิ้มที่แท้จริงปรากฏขึ้นบนใบหน้าผมเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ไม่ใช่รอยยิ้มเสแสร้ง แต่เป็นรอยยิ้มของนักล่าที่ได้กลิ่นเลือด
ถ้าถามว่าจะเอาไงต่อเรื่องพ่อแม่บุญธรรม? ก็ช่างหัวพวกเขาสิ พวกเขาเป็นแค่บันไดให้ผมไต่ขึ้นมา และตอนนี้ผมก้าวผ่านขั้นนั้นมาแล้ว หมอ? ข้าราชการ? กระจอกเกินไป
ผมปิดแล็ปท็อป สายตามุ่งมั่นจ้องมองไปที่ความมืดของทะเล
"นักสืบ…" ผมพึมพำกับตัวเอง
ไม่ใช่แค่นักสืบเอกชนธรรมดาที่ตามถ่ายรูปชู้รักดารา แต่ผมจะเป็นคนที่ขุดคุ้ยสิ่งที่ไม่มีใครกล้าขุด ผมจะตามหาร่องรอยของสิ่งที่ถูกซ่อนไว้ในเงามืด ผมจะใช้ความรู้ของผมแกะรอยคนหาย คนตายและคนที่ไม่ควรมีตัวตน
เพราะถ้าพี่ไชยายังมีชีวิตอยู่ พี่ต้องอยู่ในที่ที่ระบบปกติเอื้อมไม่ถึง และผม…ชาน…จะเป็นคนไปลากพี่กลับมา หรือไม่ผมก็จะเผาไอ้สถานที่นั่นให้วอดวายไปพร้อมกับโลกเฮงซวยใบนี้
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรออกหาพ่อบุญธรรม
"ฮัลโหล ครับพ่อ ผมตัดสินใจแล้วครับ…ไม่ครับ ผมจะไม่ทำงานที่บริษัทพ่อ…ผมจะเปิดสำนักงานนักสืบ…ใช่ครับ… ขอบคุณที่เป็นห่วง แต่ผมไม่ได้ขออนุญาต ผมแค่แจ้งให้ทราบก็เท่านั้นเอง"
ผมวางสาย โยนโทรศัพท์ไปที่เบาะข้างคนขับ ก่อนจะขับรถไปไกลเท่าที่ผมจะขับไปได้
กลิ่นเลือดมันต่างจากกลิ่นสนิมที่ผมเคยคิดไว้เสมอ ครั้งแรกที่ผมได้กลิ่นมันแบบชัดเจนในฐานะผู้ล่า ไม่ใช่เหยื่อ มันช่างหอมหวานจนน่าประหลาด มันไม่ใช่กลิ่นของความตาย แต่เป็นกลิ่นของความสำเร็จ
ผมจำความรู้สึกแรกที่สวมหน้ากาก ไม่ใช่หน้ากากผ้า แต่เป็นหน้ากากทางสังคมเดินเข้าไปในดงเสือสิงห์กระทิงแรดในฝั่งประเทศลาวได้แม่นยำ ผมชื่อชานในโลกความเป็นจริง แต่ที่นี่ผมคือนายหน้าค้าที่ดินที่สนใจจะฟอกเงินผ่านธุรกิจยาเสพติด
กล้องไมโครเลนส์ที่ซ่อนอยู่ในกระดุมเสื้อเชิ้ตราคาแพงทำหน้าที่ของมันได้ดีกว่าดวงตาผมเสียอีก ทุกครั้งที่ชัตเตอร์ทำงานเงียบเชียบ บันทึกใบหน้าของหัวหน้าแก๊ง เส้นทางการขนส่งและจุดซ่อนยา ผมรู้สึกถึงอะดรีนาลีนที่สูบฉีดพล่านไปทั่วร่าง มันแรงกว่ายาเสพติดที่พวกมันขาย แรงกว่าเหล้าที่พ่อเคยดื่ม และแรงกว่าเซ็กส์ไร้ค่าที่ผมเคยใช้ระบายความเครียด
การได้มองดูคนเลว…คนที่เลวกว่าผมหลายเท่า คนที่คิดว่าตัวเองฉลาดและยิ่งใหญ่ กำลังเต้นเร่าอยู่บนฝ่ามือผม หลงเชื่อคำลวงที่ผมปั้นแต่งขึ้นด้วยรอยยิ้มและการเจรจาที่ฝึกฝนมาอย่างดี นั่นคือความสุขสมที่แท้จริง
เมื่อตำรวจของฝั่งลาวและหน่วยปราบปรามพิเศษบุกเข้าทลายรังของพวกมันตามพิกัดที่ผมส่งให้ ผมยืนมองดูความพินาศนั้นจากเนินเขาที่ห่างออกไป มองดูอาณาจักรนรกที่พวกมันสร้างขึ้นพังทลายลงในพริบตา เสียงระเบิด เสียงปืนและเสียงกรีดร้อง เป็นเหมือนดนตรีออเคสตราที่ขับกล่อมจิตวิญญาณที่บิดเบี้ยวของผม
"พังไปซะ ให้มันว่างเปล่าไปซะ" ผมพึมพำพลางแสยะยิ้มทุกครั้งที่นึกถึงมัน
ผมทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนบทบาท ปรับเปลี่ยนหน้าตาเพื่อแทรกซึมเข้าไปในองค์กรอาชญากรรมต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมได้เงินค่าจ้างและส่วนแบ่งจากการนำจับมหาศาล เงินในบัญชีผมเพิ่มขึ้นจนตัวเลขแทบไม่มีความหมาย แต่ผมไม่เคยแตะต้องมันเพื่อความสุขส่วนตัว ผมใช้มันเพื่ออุปกรณ์และข้อมูล
แต่แล้ว ในคืนที่ฝนตกหนักกลางป่าลึกของรอยต่อชายแดน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
ภารกิจคืนนั้นไม่ใช่ยาเสพติด สายข่าวของผมรายงานว่ามีสินค้าพิเศษที่มูลค่าสูงกว่าทองคำกำลังถูกขนย้าย ผมซุ่มรออยู่บนเนินเขา เตรียมเก็บภาพหลักฐานเพื่อตลบหลังพวกมัน แต่สิ่งที่ปรากฏในเลนส์กล้องทำให้ผมต้องขมวดคิ้ว
ขบวนรถของแก๊งค้ามนุษย์หยุดชะงัก ไม่ใช่เพราะยางแตก แต่เพราะมีบางสิ่งขวางทาง
"เชี่ยอะไรวะ…" ผมสบถเบาๆ พยายามซูมกล้องเข้าไป
ทันทีที่เลนส์กล้องของผมจับโฟกัสไปที่กล่องสัมภาระที่มีสัญลักษณ์ลูกศรสามดอกพุ่งเข้าภายใน หน้าจออุปกรณ์ดักฟังของผมก็ขึ้นสัญญาณรบกวนสีแดงวาบ พร้อมเสียงหวีดแหลมแสบแก้วหู
“ตรวจพบพยานผู้สังเกตการณ์ พิกัด 12 นาฬิกา ระยะ 300 เมตร บนสันเขา!”
เสียงสังเคราะห์เย็นชาดังมาจากลำโพงดักฟังของผมเอง พวกมันไม่ได้แค่ตัดสัญญาณ แต่พวกมันแฮ็กระบบผมกลับ แค่ในเสี้ยววินาทีเท่านั้น!
ฉิบหาย! พวกมันรู้ตัวเร็วกว่าตำรวจไทยอีกนะเนี่ย
ผมไม่ได้โง่พอที่จะยืนบื้อให้พวกมันจับ ผมกดปุ่มบนนาฬิกาข้อมือทันที
"Dead Man's Switch"
ระเบิดควันและระเบิดควันที่ผมวางดักไว้รอบทิศทางในระยะ 500 เมตรระเบิดขึ้นพร้อมกันทั่วพื้นที่โดยรอบ สร้างความสับสนและบดบังสัญญาณความร้อน นี่คือแผนสำรองที่ผมเตรียมไว้เผื่อกรณีที่แก๊งค้ายาตลบหลัง แต่วันนี้ต้องเอามาใช้กับกลุ่มห่าอะไรก็ไม่รู้แทน
ผมวิ่ง วิ่งไปให้ไกลที่สุดเท่าที่ผมจะทำก่อนจะหาที่หยุดพักและหาสถานที่กบดานเป็นชั่วโมงๆ
ผมทิ้งอุปกรณ์สื่อสารทุกอย่างลงพื้นแล้วราดน้ำกรดทำลายวงจรทันที ก่อนจะคว้าเป้ฉุกเฉินแล้วสไลด์ตัวลงจากเนินเขาไปตามเส้นทางหลบหนีทางน้ำที่ผมสำรวจไว้ล่วงหน้า
เสียงใบพัดเงียบกริบดังอยู่เหนือหัว แสงสปอตไลท์สาดส่องลงมาตัดผ่านควัน เหมือนพวกมันพยายามหาตัวหนูสกปรกอย่างผม
"เกือบไปแล้ว…" ผมกัดฟันแน่น ขณะดำผุดดำว่ายไปตามลำธารที่เชี่ยวกราก
แต่ในความโชคร้าย ยังมีความโชคดี หรืออาจจะเป็นความฉิบหายระลอกใหม่ก็ได้ ก่อนที่ผมจะทำลายแท็บเล็ตทิ้ง ข้อมูลชุดสุดท้ายที่ผมดึงออกมาได้จากคลื่นวิทยุของพวกมัน ไม่ใช่ไฟล์เสียง แต่เป็นพิกัด
พิกัดของสถานที่ที่พวกมันกำลังจะขนย้ายสิ่งนั้นไป และพิกัดนั้นชี้ไปที่หุบเขาแห่งหนึ่งในเขตชายแดนไทย สถานที่ที่ไม่มีปรากฏในแผนที่ แต่ในวงการใต้ดินเรียกมันว่าป่ากินคน
ผมรอดมาได้คืนนั้นด้วยสภาพสะบักสะบอม ผมกลับมาที่เซฟเฮาส์ จัดการลบร่องรอยตัวเองทุกอย่าง เผาเอกสาร ทำลายฮาร์ดไดรฟ์ ผมรู้ทันทีว่าไอ้กลุ่มสถาบัน SCP นี่ไม่ใช่พวกที่จะปล่อยให้ใครมาแอบมองกางเกงในแล้วเดินลอยนวล
ความอยากรู้อยากเห็นกัดกินใจผมยิ่งกว่าความแค้น สัญชาตญาณนักสืบบอกผมว่า พิกัดนั้น…มีคำตอบที่ผมตามหามาทั้งชีวิต พี่ชายผม…ไชยา… อาจจะอยู่ที่นั่น หรือไม่ก็ตายอยู่ที่นั่นหรืออย่างน้อย ผมก็หวังว่ามันอาจเป็นสถานที่ที่ผมอาจเจอร่องรอยพี่ชายผมเพิ่มก็ได้
ผมโอนถ่ายอำนาจการบริหารสำนักงานนักสืบเอกชนที่ผมสร้างขึ้นให้กับพ่อบุญธรรมทันที งานนี้ใหญ่เกินกว่าจะลากคนอื่นมาซวยด้วย
"ดูแลมันแทนผมทีครับพ่อ โลกปกติมันเล็กเกินไปสำหรับผมแล้วตอนนี้" ผมบอกลาผ่านโทรศัพท์สาธารณะก่อนจะหักซิมทิ้ง
ผมไม่ได้หนีด้วยความกลัว แต่ผมกำลังจะมุ่งหน้าไปสู่ปากถ้ำเสือ ด้วยความพร้อมที่มากกว่าเดิม ผมจะไม่ไปในฐานะนักสืบ แต่จะไปในฐานะวิญญาณที่พวกมันมองไม่เห็น
และนั่น…นำพาผมมาสู่จุดจบของชีวิตเดิม และจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่แท้จริง
เสียงฝนตกกระทบใบไม้แห้งไม่ได้ช่วยกลบเสียงหัวใจที่เต้นรัวเหมือนกลองศึกในอกผมเลยแม้แต่น้อย
ผมหมอบราบไปกับพื้นโคลนตามพื้นที่ดินในป่าและอาศัยเสื้อคลุมกันความร้อนจากตลาดมืดห่มคลุมตัวไว้เพื่อหลบเลี่ยงเซนเซอร์ตรวจจับของพวกจักรกลสังหาร ผมรู้ดีว่าปืนพกเก่าๆ ในมือมันยิงพวกใส่เกราะไม่เข้าหรอก แต่ข้อมูลเส้นทางลับที่ผมหาได้มาจากวิทยุสื่อสารของพวกมันต่างหากคืออาวุธที่แท้จริง ผมคลานไปตามร่องน้ำเน่าที่พวกมันมองข้าม หลายปีที่เขาหายตัวไปและสาบสูญไปราวกับอากาศ ข้อมูลสุดท้ายที่ผมขุดคุ้ยมาได้ด้วยเงินเก็บทั้งชีวิตนำพาผมมาที่นี่ หุบเขาลึกในเขตตะเข็บชายแดนที่ไม่มีปรากฏในแผนที่กูเกิลแมพ ที่ซึ่งชาวบ้านลือกันว่าเป็นป่ากินคน
แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมมันไม่ใช่เรื่องเล่าปรัมปรา
แสงสว่างวาบสีฟ้าตัดผ่านความมืดของป่าดงดิบ ตามมาด้วยเสียงระเบิดที่ไม่ได้ดังตูม แต่ดังเหมือนแก้วใบใหญ่แตกกระจายกลางอากาศ ต้นไม้ใหญ่ขนาดสามคนโอบหักโค่นลงไม่ใช่เพราะแรงลม แต่เพราะลำต้นมันหายไปเฉยๆ เหลือเพียงตอไม้ที่เรียบกริบราวกับถูกลบด้วยยางลบ
"เชี่ยอะไรวะเนี่ย…" ผมสบถเสียงสั่น พยายามปรับโฟกัสกล้อง
ผ่านเลนส์กล้อง ผมเห็นกลุ่มคนสองกลุ่มกำลังปะทะกัน
กลุ่มหนึ่งสวมชุดเกราะสีดำทึบดูทะมัดทะแมงและใช่พวกเขาคือกลุ่ม SCP กลุ่มที่ผมตามสืบมานานและตอนนี้พวกเขากำลังทำในสิ่งที่ผมไม่คาดคิด
มันคือสงคราม…
แต่อีกฝ่าย…พระเจ้า…พวกเขาคืออะไร?
กลุ่มคนในชุดเกราะเหล็กกล้าสีนิลพร้อมผ้าคลุมสีขาวบริสุทธิ์ที่พลิ้วไหวเล็กน้อยตามลม มันดูเป็นสัญลักษณ์แห่งพันธะสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์และไร้มลทิน มันสลักลวดลายอักขระที่เรืองแสงสีทองจางๆ พวกเขาไม่ได้ใช้ปืนในการตอบโต้ แต่ใช้ดาบยาวที่ดูหนักเกินกว่ามนุษย์จะยกไหว แต่พวกเขากวาดแกว่งมันราวกับไร้น้ำหนัก ทุกครั้งที่ดาบฟันลงมา อากาศบริเวณนั้นจะบิดเบี้ยวและแตกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนกระจกที่ถูกทุบ
"นี่มันเรื่องเหี้ยอะไรกัน…" ผมสบถ มือสั่นระริกขณะกดชัตเตอร์รัวๆ
เทคโนโลยีปะทะกับไสยศาสตร์? วิทยาศาสตร์ปะทะกับเวทมนตร์? สิ่งที่ผมเห็นคือฉากในหนังไซไฟที่หลุดออกมาสู่โลกความเป็นจริง เครื่องบินลำเลียงพลรูปทรงล้ำยุคบินโฉบลงมา ปล่อยหุ่นยนต์รบขนาดเล็กลงสู่พื้นดิน หุ่นยนต์พวกนั้นปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงที่ทำให้แก้วหูผมแทบแตก
ผมพยายามถอย พยายามหนีจากสมรภูมิบ้าคลั่งนี้ ผมเป็นแค่นักสืบ…ผมมีแค่ปืนพกกระบอกเดียวกับกล้องถ่ายรูป ผมไม่มีทางสู้กับสัตว์ประหลาดพวกนี้ได้หรอก และผมก็ไม่อยากรับประกันความเสี่ยงว่าผมอาจไม่เจอพี่ในสถานที่แห่งนี้ด้วย
แต่แล้ว…สายตาผมก็เหลือบไปเห็น
ท่ามกลางความโกลาหล ท่ามกลางการฆ่าฟันที่เลือดสาดกระเซ็นเป็นสีแดงและสีดำ มีร่างหนึ่งยืนเด่นอยู่กลางวงล้อม ชายคนหนึ่ง…ในชุดเครื่องแบบปฏิบัติการสีดำ แต่ไม่ได้สวมหมวกกันน็อคเต็มใบเหมือนคนอื่น เขาสวมเพียงหน้ากากครึ่งหน้าที่ปิดบังช่วงปากและจมูก เขากำลังต่อสู้ ไม่ใช่ด้วยปืน แต่ด้วยมือเปล่าและการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเกินมนุษย์ เขาหลบดาบยักษ์ของนักรบศิลาด้วยการโยกตัวเพียงเล็กน้อย ก่อนจะสวนกลับด้วยมีดสั้นที่แทงเข้าที่รอยต่อของเกราะอย่างแม่นยำ
เขามองมาท่ามกลางระยะห่างกว่าร้อยเมตร สายตาของเขาพุ่งตรงมาที่ผมที่ซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ สายตานั่นมันทำให้เลือดในกายผมเย็นเฉียบและเดือดพล่านในเวลาเดียวกัน
เขาวิ่ง… เขาทิ้งคู่ต่อสู้แล้วพุ่งตรงมาทางผม เร็วราวกับเสือดาว
"ฉิบหาย!"
ผมออกวิ่ง วิ่งแบบไม่คิดชีวิต ลืมความเจ็บปวด ลืมความเหนื่อยล้า กิ่งไม้เกี่ยวเสื้อผ้าขาด บาดผิวหนังจนเลือดซิบ แต่ผมไม่สน ผมต้องหนี แต่เสียงฝีเท้าเบื้องหลังไล่กระชั้นเข้ามา ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
พลั่ก!
แรงกระแทกจากด้านหลังชนผมจนล้มคว่ำหน้ากระแทกพื้นดิน ผมพลิกตัวกลับมา ยกปืนพกขึ้นเล็งด้วยมือที่สั่นเทา "อย่าเข้ามา! กูยิงนะเว้ย!"
ชายคนนั้นยืนค้ำหัวผม หอบหายใจหนักๆ แววตาภายใต้เงามืดของผมหน้าม้าที่ปรกหน้าดูคุ้นเคยอย่างประหลาด เขาค่อยๆ เอื้อมมือมาที่หน้ากาก.. และปลดมันออก
โลกทั้งใบของผมหยุดหมุน
ใบหน้านั้น…ถึงแม้จะดูหนุ่มกว่าที่ควรจะเป็น ดูเหมือนหยุดเวลาไว้ที่ช่วงวัยรุ่นตอนปลาย รอยแผลเป็นที่คิ้วซ้ายที่เกิดจากการปกป้องผมจากพ่อขี้เมาในวัยเด็กยังคงชัดเจน แววตาที่เคยอบอุ่นแต่ตอนนี้กลับว่างเปล่าและเย็นชา
"ช… ไชยา?"
เสียงผมหลุดออกมาแผ่วเบา ปืนในมือร่วงหล่นลงพื้น
"ชาน…" เขาขยับปากเรียกชื่อผม เสียงของเขาแหบพร่า เหมือนคนไม่ได้พูดมานาน
ความกลัวหายไปสิ้น เหลือเพียงแรงขับดันของความบ้าคลั่ง ผมลุกพรวดขึ้นจากพุ่มไม้ ไม่สนเสียงปืน ไม่สนแสงประหลาดที่วูบวาบผ่านหัว
"พี่ยังไม่ตาย! ผมหาพี่… ผมหาพี่มาตลอด!"
ผมโผเข้ากอดพี่ชายและกอดแน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้
"พี่หายไปไหนมา…ทำไมพี่มาอยู่ที่นี่…" ผมถามรัวเร็วไปด้วยคำถามพลางจับไหล่พี่เขย่าตัวเขาไปมาด้วยความปลื้มใจ
"..เรากลับกันเถอะพี่ กลับบ้านเรา!"
ไชยายืนนิ่ง ไม่กอดตอบ เขาค่อยๆ ดันตัวผมออกช้าๆ เขาก้มลงมองมือตัวเองที่เปื้อนเลือด เลือดที่ไม่ใช่ของเขา
"ชานกลับไปซะ"
"ห๊ะ?" ผมมองหน้าพี่อย่างไม่เข้าใจ
"มึงเป็นแค่พลเรือน…ชาน วิ่งออกไปซะ ตอนนี้เลย"
ไชยาเงยหน้ามองผม แววตาของเขาสั่นไหวชั่วครู่ เหมือนวิญญาณเดิมกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่างที่ครอบงำเขาอยู่
"มึงไม่ควรมาที่นี่ พื้นที่นี้อันตรายเกินกว่ามึงจะเข้าใจ"
"อันตรายก็ช่างแม่งสิพี่!" ผมตะโกนแข่งกับเสียงระเบิดที่ดังใกล้เข้ามา
"ผมไม่สนห่าอะไรแล้ว! ผมจะพาพี่กลับ! ผมมีเครื่องบินส่วนตัวรออยู่ที่ชายแดน เราไปตอนนี้เลย ไปให้พ้นจากสงครามบ้านี่!"
"กูกลับไม่ได้" ไชยาตอบเสียงเรียบ สีหน้ากลับมาเย็นชาไร้อารมณ์อีกครั้ง
"กูต้องรับใช้สถาบัน…"
"สถาบันอะไร? SCP? ช่างแม่งดิพี่! เราจะออกจากที่นี่แล้วกลับใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดากันได้แล้ว! ผมมีเงินและผมมีอำนาจนะพี่!"
"เงินของมึงซื้ออิสรภาพจากพระเจ้าไม่ได้หรอกชาน" พี่ชายผมยิ้มอย่างเศร้าสร้อย
"กูคือทรัพย์สินของสถาบันพี่ทำสัญญาไว้แล้ว"
"สัญญาบ้าอะไร! ฉีกมันทิ้งสิวะ! พี่ดูรอบตัวพี่สิ นี่มันนรกชัดๆ พี่กำลังสู้กับตัวอะไรอยู่พี่รู้ตัวบ้างไหม!"ผมตะคอกใส่เขา
เขามองข้ามไหล่ผมไปที่สมรภูมิเบื้องหลัง กลุ่มทหารชุดดำกำลังถูกไล่ต้อนโดยกลุ่มคนในชุดเกราะเหล็ก
"พี่ต้องไปแล้วชาน… พวกเขาต้องการพี่"
"ไม่!" ผมคว้าแขนพี่ไว้แน่น
"ผมไม่ยอม! ผมเสียพี่ไปครั้งหนึ่งแล้ว และครั้งนี้ผมจะไม่เสียพี่ไปอีก! ถ้าพี่จะไป พี่ต้องฆ่าผมก่อน!"
คำพูดนั้นทำให้ไชยาชะงัก เขาหันกลับมามองผมเต็มตาอีกครั้ง มือหนาที่หยาบกร้านเอื้อมมาสัมผัสแก้มผม มันอบอุ่น และเป็นความอบอุ่นเดียวที่ผมโหยหามาตลอดชีวิต
"โตขึ้นเยอะเลยนะ" น้ำเสียงเขาอ่อนโยนลง เหมือนพี่ชายคนเดิม
"ขอโทษ…ที่ไม่ได้ไปทะเลด้วยนะ"เขายิ้ม
"พี่ดูมึงมาโดยตลอดเลย ทุกครั้งที่มึงได้รับทุนก็ทำได้แค่ดูมึงผ่านภาพเอกสาร ชาน พี่คอยช่วยมึงมาโดยตลอดเลยและพี่ขอโทษที่ไม่ได้ไปหาเพราะนี่คือสิ่งเดียวที่จะทำให้มึงมีชีวิตอยู่ดีได้โดยไม่มีพี่"
"พี่…" น้ำตาผมไหลพรากจนมองไม่เห็นหน้าเขา
"หนีไปชาน หนีไปให้ไกลแล้วลืมกูซะ" ไชยาผละมือออก เตรียมจะหันหลังกลับ
"เดี๋ยวก่อน! พี่จะทิ้งผมไปแบบนี้ไม่ได้! พี่ต้องบอกผมมาก่อนว่าทำยังไงถึงผมจะเจอพี่อีก?!"
ไชยาชะงัก เขาหันกลับมา เหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง ปากเขาขยับเป็นคำว่า…
ปัง!
เสียงปืนดังขึ้นเพียงนัดเดียว…ไม่ใช่เสียงระเบิด ไม่ใช่เสียงปืนกล แต่เป็นเสียงที่คมกริบและเด็ดขาด
ศีรษะของพี่ชายของผม…มันระเบิดออก ไม่ใช่ภาพช้า ไม่มีการสั่งเสีย ไม่มีคำลา กระสุนเจาะทะลุกะโหลกจากขมับซ้ายทะลุขวา เลือดและมันสมองสีชมพูสาดกระเซ็นเต็มหน้าผม ร่างที่แข็งแกร่งของเขาทรุดฮวบลงกับพื้นราวกับหุ่นเชิดที่ถูกตัดสาย
ผมยืนนิ่งและตัวแข็งทื่อ หูอื้ออึง เลือดอุ่นๆ ของพี่ไหลหยดจากใบหน้าผมลงสู่ริมฝีปาก ผมมองไปที่ทิศทางของกระสุน
บนเนินเขาห่างออกไป ทหารในชุดเกราะสีน้ำเงินพร้อมสัญลักษณ์บนหน้าอกเป็นรูปโลก เขายังไม่ลดปืนลง เขากระชากคันรั้งลูกเลื่อนออก ปลอกกระสุนสีทองร่วงลงพื้น และลำกล้องปืนนั้น… เบนเป้ามาที่ผม
เขาไม่คิดจะปล่อยพยานรอดชีวิต
ผมกรีดร้อง เสียงร้องที่ไม่ได้ออกมาจากคอ แต่มันฉีกกระชากออกมาจากวิญญาณ ผมทิ้งตัวลงกอดศพของพี่ไชยา เขย่าร่างที่ไร้วิญญาณนั้นไปมาอย่างบ้าคลั่ง
"พี่! ตื่น! อย่าทิ้งผม! อ้าาา!"
ผมกอดศพพี่แน่น เลือดของเขาชุ่มเสื้อเชิ้ตผม น้ำตาผสมกับเลือดจนแยกไม่ออก ความเสียใจแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น ความโกรธแค้นแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง
จุดเลเซอร์สีแดงเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่กลางอกเสื้อของผม
"ฆ่ากูสิ! เอาเลย! ยิงกูเลยสิไอ้พวกขี้ขลาด!" ผมเงยหน้าตะโกนใส่เพชฌฆาตบนสันเขา ชี้หน้าด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายที่สุดเท่าที่จะคิดออกได้ ผมไม่หนี ผมพร้อมจะตายไปพร้อมกับพี่แล้ว
ปัง!
เสียงปืนนัดที่สองคำรามก้อง ประกายไฟแลบออกจากปากกระบอกปืนบนเนินเขา
วินาทีนั้น ร่างกายผมตอบสนองไปเอง ผมหลับตา เกร็งตัวรอรับความตาย แรงอัดอากาศบางอย่างกระแทกเข้าที่หน้าผมอย่างจังจนผมหงายหลังล้มตึงลงไปนอนกองกับพื้นดิน
ความเงียบ
ผมหายใจหอบถี่ หัวใจเต้นรัวจนเจ็บหน้าอก ผมรอ รอความเจ็บปวดที่จะแล่นเข้ามา รอเลือดที่จะทะลักออกจากอก รอความตายที่จะมาพรากสติ
แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้น คลำสำรวจร่างกายตัวเอง ไม่มีรู ไม่มีเลือด ไม่มีแผล กระสุนนัดนั้นหายไปไหน?
ผมเงยหน้ามองไปข้างหน้า แล้วผมก็เข้าใจ
ห่างจากปลายจมูกผมไปไม่ถึงคืบ มีบางสิ่งยืนขวางอยู่
ร่างในชุดคลุมยาวสีดำสนิทที่ชายผ้าขาดวิ่นเหมือนหมอกควัน มันไม่ได้ยืนอยู่บนพื้น แต่ลอยเหนือพื้นดินเล็กน้อย มือข้างหนึ่งที่สวมถุงมือหนังสีดำยกขึ้นค้างไว้ในระดับอก
และที่ฝ่ามือนั้น…หัวกระสุนหมุนอยู่กลางอากาศ แต่มันไปต่อไม่ได้ เหมือนถูกกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นไว้ ก่อนที่หัวกระสุนนั้นจะค่อยๆ สลายหายไปในความว่างเปล่า
"ช่างน่าเวทนา"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น มันไม่ได้ผ่านอากาศ แต่ดังก้องในหัวสมองของผมโดยตรง
เจ้าหน้าที่บนเขาดูตื่นตระหนก เขาพยายามจะยิงซ้ำ แต่ร่างชุดดำเพียงแค่สะบัดมือเบาๆ
ชั่วพริบตาเนินเขาตรงนั้นได้หายไป ไม่ใช่ระเบิด แต่พื้นที่ตรงนั้นถูกลบออกไปเป็นวงกลมที่สมบูรณ์แบบ ทิ้งไว้เพียงหลุมอากาศที่ว่างเปล่า ทหารคนนั้นหายสาบสูญไปตลอดกาลโดยไม่มีโอกาสได้ร้องออกมา
ร่างชุดดำหันกลับมาหาผม หน้ากากของเขาเรียบสนิท
"จิตใจที่แตกสลาย ย่อมเป็นภาชนะที่งดงามที่สุด"
ผมเงยหน้ามองพวกเขาด้วยสายตาเลื่อนลอย ผมคลานไปกอดศพพี่ชายไว้แน่น
"มึงจะเอาเหี้ยอะไรอีก…กูไม่เหลืออะไรแล้ว…"
ร่างในชุดคลุมเกราะก้มลงมองผม หรือสิ่งที่ผมคิดว่าเขากำลังมอง เขายื่นมือที่สวมถุงมือหนังสีดำออกมา สัมผัสที่หน้าผากของผม
ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปทั่วร่าง ไม่ใช่ความเย็นของน้ำแข็ง แต่มันคือความเย็นของความว่างเปล่า ความรู้สึกเหมือนตัวตนของผมกำลังถูกลบเลือน ความเจ็บปวด ความโศกเศร้า ความแค้น ทุกอย่างกำลังถูกดูดกลืนหายไปในหลุมดำ
"เจ้ามีความแค้นต่อโลกใบนี้หรือไม่ ชาญชัย?" เสียงนั้นถาม
"กูเกลียดทุกอย่างเลยตอนนี้" ผมตอบกลับ
"ดี…" เขาพยักหน้าเบาๆ
"สถาบันปกป้องโลกที่โสมมม มามากเกินไป…เป็นดั่งภาคีที่ทำลายเพื่อรักษาสมดุลจอมปลอม.. แต่เรา…เราจะมอบความสงบที่แท้จริงให้"
"จงมากับเราเถิด ทิ้งความเจ็บปวดไว้ที่นี่ พี่ชายของเจ้าเป็นวีรบุรุษจอมปลอมของสถาบัน…แต่เจ้า…เจ้าจะเป็นนักบุญของเรา"
มือของเขาปิดตาผมลง โลกมืดมิดสนิท
"ไปสู่จักรวรรดิแห่งความว่างเปล่าด้วยกันเถิด…"
วินาทีนั้น ร่างของผมเบาหวิว ราวกับถูกดึงกระชากออกจากแรงโน้มถ่วง ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยละลิ่วตกลงไปในความมืดที่ไม่มีที่สิ้นสุด ทิ้งร่างไร้วิญญาณของพี่ชายไว้เบื้องหลัง ทิ้งความเป็นมนุษย์ไว้ในป่าแห่งความตาย
และนั่นคือครั้งสุดท้าย ที่ผมรู้สึกถึงหัวใจของตัวเองที่ยังเต้นอยู่ ความว่างเปล่า…ความว่างเปล่าที่ผมพยายามถมมันมาทั้งชีวิต ตอนนี้มันขยายตัวออกจนกลืนกินทุกอย่าง พี่ตายแล้ว…ตายต่อหน้าผม ตายเพราะสงครามบ้าๆ ที่ผมไม่เข้าใจ ตายเพราะไอ้พวกสถาบันเฮงซวยนั่น
ความมืดมิดเข้าครอบงำ ไม่ใช่ความมืดของห้องน้ำในวัยเด็ก แต่เป็นความมืดที่ไร้ก้นบึ้ง และในความมืดนั้นผมไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป
หนึ่งปี…หรืออาจจะหนึ่งพันปี? เวลาในมิติของความว่างเปล่าไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงเหมือนเข็มนาฬิกาบนข้อมือมนุษย์ แต่มันไหลวนเหมือนน้ำครำในท่อระบายน้ำที่ตัน ตีกลับไปกลับมาอย่างไร้ทิศทาง ไร้จุดเริ่มต้น และไร้จุดจบ
คุณเคยฝันว่าตัวเองกำลังจมน้ำลึกไหม? คุณตะเกียกตะกาย คุณกรีดร้องสุดเสียง แต่ไม่มีฟองอากาศหลุดออกมา น้ำไม่ได้เข้ามาในปอดคุณ แต่เป็น ความมืด ต่างหากที่ไหลทะลักเข้ามาแทนที่เลือดในกาย ผมอยู่ในสภาพนั้นมานานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ ตัวตนของ ชาญชัย เด็กสลัมคนนั้นถูกกดให้จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้ง ถูกทับถมด้วยศรัทธาบ้าคลั่งที่ผมไม่ได้ก่อ และถูกล่ามโซ่ไว้ด้วยพันธะสัญญาของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า นักบุญแห่งความว่างเปล่า
ผมถูกขัง…ไม่ใช่ในกรงขังเหล็กกล้าหรือห้องนิรภัยของคุกความมั่นคงสูง แต่ผมถูกขังอยู่ใน ร่างกายของตัวเอง
ผมรับรู้ทุกอย่างผ่านดวงตาคู่นี้ เห็นมือตัวเองบิดหักกระดูกของเหยื่อ ผมได้ยินเสียงกระดูกซี่โครงเหมือนกิ่งไม้แห้ง ผมได้กลิ่นคาวเลือดที่สาดกระเซ็นเปรอะชุดเกราะสีดำด้าน แต่ผมสั่งให้มือหยุดไม่ได้ เพราะนี่คือพระประสงค์ของพระเจ้าแห่งความว่างเปล่า ร่างกายที่เคยเป็นของนักสืบผู้โง่เขลา ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น อาวุธสังหารระดับล้างบาง
ผมไม่เข้าใจและไม่อยากรับรู้อะไรแล้วนอกจาก… ภารกิจ
ฆ่า…ลบ… วนซ้ำไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด การมีอยู่คือความเจ็บปวด
"เรามอบความเมตตาด้วยการลบเลือนความไม่จีรังของโลก" เสียงในหัวพร่ำบอกผมเช่นนั้น
ผมจำได้รางๆ ถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้… ภาพพี่ไชยาหัวระเบิดต่อหน้าต่อตา ความเจ็บปวดนั้นคือประตูที่เปิดรับความว่างเปล่าเข้ามา ความแค้นของผมคือเชื้อเพลิง แต่ตอนนี้ความแค้นนั้นเย็นชืดลง เหลือเพียงความหนาวเหน็บที่กัดกินจิตวิญญาณ จนกระทั่งวันนั้น… วันที่พระเจ้าทอดทิ้งผม
"เป้าหมายอยู่ด้านหน้า ระยะ 500 เมตร ประตูมิติระดับ 5 ความผันผวนของการเปลี่ยนแปลงความเป็นจริง อยู่ในระดับวิกฤต"
เสียงรายงานสังเคราะห์ผ่านระบบประสาทกระตุ้นให้ผมตื่นตัวขึ้น ผมยืนตระหง่านอยู่บนหน้าผาหินสูงชัน เบื้องล่างคือหุบเขาลึกลับในเทือกเขาทางตอนเหนือของลาว ที่ซึ่งสายหมอกไม่ได้เกิดจากไอน้ำ แต่เกิดจากความผิดปกติที่รั่วไหลออกมาอย่างหนาแน่น ผมเห็นมัน ประตูมิติป่าหิมพานต์ มันไม่ใช่ประตูไม้หรือเหล็ก แต่มันคือรอยแยกของความเป็นจริงขนาดมหึมาที่ฉีกขาดกลางอากาศ แสงสีทองและเขียวมรกตหมุนวนอยู่ภายใน เผยให้เห็นป่าดิบชื้นที่มีต้นไม้ยักษ์เสียดฟ้าและเงาของสัตว์ในตำนานที่เดินเพ่นพ่าน
ข้างกายผมมีพี่น้องอีก 9 คน เป็นหน่วยกวาดล้างระดับสูงของลัทธิ ทุกคนสวมชุดเกราะหนักสีดำด้านที่ดูดกลืนแสงที่ถุกสลักลวดลายอักขระสีเงินที่เรืองแสงวาบๆ เพื่อต่อต้านการบิดเบือนความเป็นจริง พวกเขาคือเครื่องจักรสังหารที่ไร้ซึ่งความกลัว ไร้ซึ่งคำถาม
"คำสั่งคือการชำระล้าง" เสียงของผมดังขึ้นผ่านระบบสื่อสาร ครั้งนี้ผมรู้สึกว่าเสียงนั้นเป็นของผมเองครึ่งหนึ่ง มันแหบพร่าและเย็นชา "ปิดประตูมิติ… ฆ่าผู้พิทักษ์… และลบทุกอย่างให้กลายเป็นศูนย์"
"รับทราบ…แด่ความว่างเปล่า" ทั้ง 9 คนตอบรับพร้อมกัน
ฟึ่บ!
เรากระโดดลงจากหน้าผาพร้อมกัน ความสูงกว่าห้าสิบเมตรไม่มีความหมาย พลังงานสีดำห่อหุ้มร่างเราไว้เป็นเกราะสนามพลังต้านแรงโน้มถ่วง เรากระแทกพื้นดินเบื้องล่างเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับอุกกาบาตตกลงมา ก่อให้เกิดฝุ่นตลบอบอวล แรงกระแทกส่งผลให้ต้นไม้รอบข้างหักโค่นเป็นวงกว้างในรัศมีสิบเมตร
ทันทีที่เราปรากฏตัว เสียงระฆังเตือนภัยของพวกหัตถ์อสรพิษก็ดังขึ้น
กลุ่มคนนับสิบวิ่งออกมาจากแนวป่าและซากวิหารโบราณเพื่อตั้งรับ พวกเขาคือความโกลาหลที่งดงามและน่ารังเกียจในสายตาของผม นักเวทย์ในชุดคลุมหลากสี ทหารรับจ้างสวมเกราะเบาพร้อมปืนไรเฟิลจู่โจมดัดแปลง และอมนุษย์ที่มีหัวเป็นสัตว์
"ยิง! อย่าให้พวกมันเข้ามาใกล้ประตู!" เสียงหัวหน้าหน่วยฝ่ายตรงข้ามตะโกน
เสียงปืนและเสียงร่ายเวทย์ดังกระหึ่มไปทั่วพื้นที่ กระสุนปืนนับร้อยนัดและลูกไฟเวทมนตร์พุ่งเข้าใส่พวกเราเหมือนห่าฝนหลากสี
ผมแสยะยิ้มภายใต้หน้ากาก…เพียงเราก้าวเดิน อากาศรอบตัวก็บิดเบี้ยว ก่อให้เกิดพลังงานสีดำหมุนวนเป็นหลุมดำขนาดย่อม
ทันทีที่เวทมนตร์สัมผัสกับรัศมีรอบตัวผม พวกมันไม่ได้ระเบิด พวกมันแค่ หายไป ลูกไฟดับวูบกลายเป็นฝุ่นผง กระสุนเหล็กสลายกลายเป็นไอ พลังของผมคือการปฏิเสธ… ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงของกฎฟิสิกส์ที่ไม่ได้รับอนุญาต ปฏิเสธการมีอยู่ของสิ่งที่ขวางหน้า
"ฆ่าพวกมันให้หมด" ผมสั่งด้วยน้ำเสียงที่เรียบสนิท
ทีมสังหารของผมพุ่งตัวออกไป เร็วปานสายฟ้าแลบ ยูนิต-04 และ 05 ใช้ปืนไรเฟิลพลังงานยิงสวนกลับ ลำแสงสีม่วงดำเจาะทะลุเกราะเวทมนตร์ของศัตรู ร่างของผู้ถูกยิงไม่ได้แค่ตาย แต่ส่วนที่ถูกยิงหายไปเหมือนถูกลบออกจากไฟล์ภาพ
เลือดและกลิ่นคาวที่คุ้นเคยปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวผมให้ตื่นเต็มที่ ผมชัก ดาบคาตานะสีดำ ที่สร้างจากโลหะผสมสสารมืดออกมา ใบดาบดูดกลืนแสงรอบข้างจนมืดมิด ผมพุ่งตัวเข้าหานาคเกล็ดเขียวตนหนึ่งที่ถือหอกสายฟ้าพุ่งเข้ามา
คมดาบตวัดผ่านอากาศอย่างไร้เสียง หอกสายฟ้าขาดสะบั้น ตามด้วยหัวของนาคที่หลุดกระเด็นพร้อมเลือดสีน้ำเงินสาดกระจาย ร่างกายของมันค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองสีเทา
"น่าขยะแขยง" ผมเดินย่ำผ่านกองศพ มุ่งหน้าสู่ประตูมิติ เป้าหมายคือการทำลายเสาหลักเวทมนตร์เพื่อปิดผนึกมันตลอดกาล
แต่ทันใดนั้น…พื้นดินก็สั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหว
มันไม่ใช่การสั่นจากการระเบิด แต่มันเหมือน ชีพจรของโลก กำลังเต้นแรงจนผิดจังหวะ ต้นไม้รอบข้างที่เคยแห้งเหี่ยวจากพลังแห่งความตายของผม กลับผลิดอกออกใบอย่างรวดเร็วอย่างบ้าคลั่ง เถาวัลย์ขนาดยักษ์พุ่งขึ้นมาจากพื้นดินราวกับงูยักษ์ รัดร่างของลูกทีมผมสองคน (ยูนิต-05 และ 06) แล้วบีบอัดด้วยแรงมหาศาล
"อ๊ากกก!" เสียงร้องผ่านวิทยุดับวูบไปพร้อมเสียงเกราะแตกละเอียด
แสงสีเขียวมรกตสว่างวาบขึ้นหน้าประตูมิติ ขับไล่ความมืดของความว่างเปล่าให้ถอยร่น ชายคนหนึ่งก้าวออกมาจากแสงนั่น ราวกับเทพเจ้าแห่งป่าที่เดินออกมาจากตำนาน
เขาสวมชุดคลุมฮู้ดสีเขียวขี้ม้าเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน กางเกงยุทธวิธีทางทหาร และรองเท้าคอมแบทที่เปื้อนโคลน ในมือขวาถือมีดสั้นทรงแปลกตา ใบมีดโค้งเหมือนกริชกูรข่าผสมเคียวเกี่ยวข้าว แต่มันเรืองแสงสีเขียวเจิดจ้า
"พอกันที…" เสียงของเขาแหบต่ำ แต่กังวานไปทั่วหุบเขา ราวกับเสียงของป่าดงดิบที่กำลังพิโรธ
"พวกแกทำลายที่นี่มากพอแล้ว ไอ้พวกสวะ"
พลังของเขาตรงข้ามกับผมอย่างสิ้นเชิง ถ้าผมคือหลุมดำ เขาก็คือบิ๊กแบง พลังแห่งชีวิตที่กำลังงอกงามอย่างบ้าคลั่งและก้าวร้าว
ลูกทีมของผมที่เหลืออีกสามคน (ยูนิต-07, 08, 09) ประเมินภัยคุกคามระดับสูงสุด พวกเขาพุ่งเข้าใส่ชายคนนั้นพร้อมกัน ยูนิต-07 ใช้ดาบพลังงาน ยูนิต-08 ใช้ปืนลูกซองแรงอัดอากาศ และยูนิต-09 เตรียมร่ายเวทย์พันธนาการ
ชายชุดฮู้ดไม่ขยับหนี เขาเพียงแค่กระทืบเท้าลงพื้น
ตูม!!
รากไม้หนามขนาดมหึมาระเบิดขึ้นมาจากจุดที่เขายืน แทงทะลุร่างของ ยูนิต-08 จากหว่างขาขึ้นไปทะลุศีรษะ ร่างนั้นลอยค้างกลางอากาศเหมือนหุ่นเชิดที่ถูกเสียบไม้ ยูนิต-07 ฟันดาบใส่ แต่ชายคนนั้นกลิ้งตัวหลบด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ พร้อมกับสะบัดมือ… เมล็ดพืชบางอย่างพุ่งเข้าใส่รอยต่อชุดเกราะของพวกเขา
วินาทีต่อมา เมล็ดพืชนั้นงอกขยายตัวภายในชุดเกราะ แทงทะลุเนื้อหนัง เส้นเลือด และอวัยวะภายใน รากไม้ชอนไชออกจากปากและดวงตาของพวกเขา
"อ๊ากกกกกก!!" เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นก่อนจะเงียบไป เหลือเพียงเสียงกิ่งไม้ที่เติบโต
"เร็วมาก… และโหดเหี้ยม" ผมประเมินในใจ
เขาหันมามองผม สายตาภายใต้ฮู้ดนั้นคมกริบ
"พลังแห่งการลบเลือน" เขาพูดออกมา เหมือนจะรู้จักพลังนี้
"แกมันตัวอันตรายที่สุด"
เขาพุ่งเข้าใส่ผมตรงๆ ไม่มีลีลา รากไม้พุ่งขึ้นมาเป็นแท่นดีดส่งร่างเขาให้ลอยขึ้นฟ้า มีดกูรข่าในมือฟันลงมาด้วยแรงเหวี่ยงมหาศาล
เคร้ง!!!
ผมยกดาบคาตานะขึ้นรับ แรงปะทะหนักหน่วงจนพื้นดินใต้เท้าผมยุบตัวลงเป็นหลุม ความว่างเปล่าของผมพยายามจะกินมีดของเขา แต่แสงสีเขียวบนใบมีดกลับต้านทานไว้ได้ มันคือการปะทะกันของขั้วตรงข้าม ความตาย vs ชีวิต
เราแลกอาวุธกันด้วยความเร็วสูง เสียงโลหะปะทะกันรัวเหมือนปืนกล
เขามุดหลบดาบผม แล้วศอกกลับกระแทกเข้าที่เกราะไหล่ผมจนร้าว เข่าลอยยัดเข้าที่ชายโครงจนผมจุก ระบบหายใจของชุดเกราะส่งสัญญาณเตือน
"แกเป็นใคร!" ผมตะคอก พร้อมกับปล่อยระเบิดแรงอัด กระแทกเขาถอยไป
ชายคนนั้นไม่ตอบ เขาถ่มเลือดลงพื้น แล้วพุ่งเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ใช้มีด แต่เขาใช้เล่ห์เหลี่ยม
เขาเตะทรายและเศษดินที่อัดแน่นด้วยพลังเวทย์ใส่หน้ากากผมเพื่อบดบังทัศนวิสัย จังหวะที่ผมกำลังปรับโฟกัสมุมมองตัวเอง เขาก็สามารถพุ่งเข้ามาประชิดตัวผมได้แล้ว เขาล็อกแขนขวาที่ถือดาบของผมไว้ แล้วใช้มีดสั้นในมือซ้ายแทงสวนเข้ามาที่ช่องว่างของเกราะคอ
ผมเอียงคอหลบได้เฉียดฉิว ใบมีดบาดเข้าที่ไหล่ซ้าย เลือดไหลซึมออกมา ผมคว้าคอเสื้อเขา ก่อนจะกระแทกหน้าผากตัวเองเข้ากับหน้าผากเขาเต็มแรง
หน้ากากของผมร้าวและ ฮู้ดของเขาหลุดลุ่ย ซึ่งมันยังไม่จบ เราทั้งคู่ล้มกลิ้งลงไปกับพื้น ผลัดกันรุกผลัดกันรับ ผมต่อยเข้าที่ท้องเขา เขาศอกกลับเข้าที่หน้ากากผมอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง จนกระทั่ง…
หน้ากากโลหะสีดำที่ปกปิดตัวตนของผมทนแรงกระแทกไม่ไหว มันแตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ร่วงกราวลงบนพื้นดิน เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของนักบุญแห่งความว่างเปล่า
ใบหน้าที่ซีดเซียว ขอบตาดำคล้ำจากการอดนอน ดวงตาที่เคยเป็นสีน้ำตาลเข้มตอนนี้กลับว่างเปล่าและเย็นชา… ใบหน้าของ ชาญชัย
กำปั้นของชายชุดฮู้ดที่ง้างค้างไว้กลางอากาศหยุดชะงัก มีดในมืออีกข้างที่จ่ออยู่ที่คอหอยผมสั่นระริก
เขามองหน้าผม… นิ่งงันราวกับถูกสาป ลมหายใจของเขาหอบถี่ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงที่ไม่อาจบรรยายได้ เขาค่อยๆ ลดมือลง แววตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความเจ็บปวดรวดร้าว และความสับสน
"ช… ชาน?"
เสียงเรียกชื่อนั้นเบาหวิว แต่มันดังก้องในประสาทการรับรู้ของผมดี ซะยิ่งกว่าเสียงระเบิดนิวเคลียร์ กำแพงจิตใจที่หนาทึบที่ซึ่งเทียบกับกลุ่มนักบุญแห่งความว่างเปล่าที่สร้างขึ้นเพื่อกักขังตัวตนเก่าของผม พังทลายลงในพริบตาเพียงเพราะคำคำเดียว
วินาทีนั้น สมองที่ถูกล้างด้วยศรัทธาจอมปลอมมาร้อยปีเหมือนถูกค้อนทุบเข้าอย่างจัง
ผมทำบ้าอะไรอยู่วะ?
คำถามนี้กรีดร้องก้องในหัวผม ผมก้มลงมองมือตัวเองที่สั่นระริก มือที่เปื้อนเลือด… เลือดของพี่น้อง เลือดของผู้พิทักษ์ เลือดของสิ่งมีชีวิตนับล้านที่ผมลบหายไป ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมถวายหัวรับใช้ใคร? พระเจ้าแห่งความว่างเปล่า? ไอ้พระเจ้าเฮงซวยที่ขังผมไว้ในนรกที่เรียกว่าหน้าที่เนี่ยนะ?
ผมยอมแลกวิญญาณ ยอมให้ร่างกายทรมานกับความหนาวเหน็บที่กัดกินกระดูกทุกวินาที เพื่ออะไร? เพื่อรับใช้ไอ้ลัทธิที่หลอกผมว่าการลบเลือนคือความเมตตางั้นเหรอ?
โกหกทั้งเพเลย
ผมรู้ว่าพวกหัตถ์อสรพิษมันมีแนวคิดที่สุดโต่ง ผมรู้ว่าพวกมันคือศัตรูของความสงบ แต่ชายตรงหน้าผม…นี่คือพี่ชายผม นี่คือคนคนเดียวในจักรวาลที่ยอมอดข้าวเพื่อให้ผมอิ่ม คนที่ยอมโดนพ่อกระทืบเพื่อให้ผมรอด
ต่อให้โลกนี้จะมองว่าพี่เป็นผู้ร้าย หรือใครจะตราหน้าว่าพี่เป็นภัยคุกคาม แต่ผม…ผมก็ฆ่าพี่ไม่ลง
ให้ผมตายตรงนี้แล้วสลายไปเป็นฝุ่นผงยังดีเสียกว่าต้องลงมือทำร้ายคนคนนี้ ทำไมผมต้องรับใช้ไอ้ลัทธิบ้านี่อีก? พอแล้ว… พอกันทีกับพระเจ้าที่มอบให้แต่ความทรมาน
ชายตรงหน้ามือสั่นเทา เขาค่อยๆ เอื้อมมือมาดึงฮู้ดคลุมหัวตัวเองออก แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบใบหน้าของเขา ใบหน้าที่กรำศึกมาอย่างโชกโชน ผิวกร้านแดด หนวดเคราเฟิ้ม แต่สิ่งเดียวที่ดึงดูดสายตาผมคือรอยแผลเป็นยาวเหนือคิ้วซ้ายนั้น…รอยแผลที่เกิดจากขวดเหล้าของพ่อ…รอยแผลที่เขาเอาตัวมารับแทนผมเมื่อสิบกว่าปีก่อน
โลกทั้งใบของผมหยุดหมุน ความว่างเปล่าในอกที่ผมแบกรับมาตลอดหลายปี… ถูกกระชากออกไป ความบ้าคลั่งของความว่างเปล่า สงบนิ่งลงทันที เหลือไว้เพียงเด็กชายขี้แยคนเดิม
"พ… พี่?" เสียงผมสั่นเครือ
"พี่ไชยา?"
น้ำตาของลูกผู้ชายไหลอาบแก้มที่เปื้อนโคลนของเขา ไชยาทิ้งมีดในมือ เขาดึงร่างผมที่ยังสวมชุดเกราะปีศาจเข้าไปกอด กอดแน่นจนเกราะเหล็กส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด กอดที่เต็มไปด้วยความคิดถึง ความรู้สึกผิด และความโล่งใจ
"อึก!"
เสียงพี่กัดฟันดังลอดไรฟันออกมา ทันทีที่ร่างเราสัมผัสกัน เสียง ฉ่า เหมือนเนื้อย่างบนกระทะร้อนก็ดังขึ้น ควันสีจางๆ ลอยฟุ้งขึ้นมาจากเสื้อและผิวหนังของพี่ชายผม
พลังของเรามันขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง พี่คือชีวิต ส่วนผมคือความตาย พลังงานความว่างเปล่าที่ห่อหุ้มตัวผมกำลังทำปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรง มันกำลังกัดกินผิวหนังของพี่เหมือนน้ำกรดเข้มข้น ประกายไฟสีเขียวและสีดำปะทะกันตรงจุดที่เรากอดกันจนเกิดเสียงเปรี๊ยะปร๊ะน่ากลัว
"พี่! ปล่อยผม!" ผมพยายามดันตัวออกด้วยความตกใจเมื่อเห็นควันลอยขึ้นจากแขนเสื้อพี่
"ตัวผม… พลังผมมันกำลังทำร้ายพี่! ผมกำลังจะฆ่าพี่!"
แต่พี่ไชยากลับไม่ยอมปล่อย แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและเริ่มมีรอยไหม้เกรียมจากการสัมผัสตัวผมกลับรัดแน่นขึ้นกว่าเดิม เขาไม่สนความเจ็บปวดที่เหมือนเอามือล้วงเข้าไปในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์
"ช่างแม่งสิวะ…" พี่กระซิบเสียงสั่น แขนข้างหนึ่งกดหัวผมให้ซบลงกับไหล่ที่กำลังไหม้ของเขา "ต่อให้แขนกูขาด กูก็จะไม่ปล่อยมึงไปอีกแล้ว…"
รอบตัวเรา สงครามยังคงดำเนินต่อไป เสียงระเบิด เสียงกรีดร้องของเหล่านาคและเสียงปืนยังคงดังระงม ทหารทั้งสองฝ่ายต่างหยุดชะงักและมองมาที่พวกเราด้วยความสับสน ผู้นำหน่วยสังหารกอดกับผู้พิทักษ์ศัตรู? มันเป็นภาพที่บิดเบี้ยวและผิดเพี้ยนที่สุดในสนามรบของโลกใบนี้เลยด้วยซ้ำไป
แต่ใครสนล่ะ? ผมไม่สนสายตาพวกมัน ผมไม่สนภารกิจ ผมไม่สนความถูกต้องห่าเหวอะไรทั้งนั้น
"ไอ้เด็กโง่เอ้ย… มึงยังไม่ตาย…" เสียงพี่สั่นสะอื้นแข่งกับเสียงเนื้อที่กำลังถูกเผาไหม้
"กูนึกว่ามึงตายไปแล้ว… กูนึกว่ากูเสียมึงไปแล้ว…"
ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ความหนาวเหน็บของความว่างเปล่า แม้ผิวหนังจะเจ็บปวดจากการปะทะของพลัง แต่ใจผมกลับรู้สึกถึงบ้านเป็นครั้งแรก ผมกอดตอบพี่แน่น ฝังหน้าลงกับอกเสื้อที่เหม็นกลิ่นดินปืนและเหงื่อไคล ร้องไห้โฮออกมาเหมือนเด็กหลงทาง
"ผมขอโทษพี่… ผมขอโทษ…" ผมพร่ำบอกเหมือนคนเสียสติ
"ผมฆ่าพวกเขา… ผมทำเรื่องเลวร้ายไปเยอะมาก… ผมกลายเป็นปีศาจ…"
"ไม่เป็นไรชาน… ไม่เป็นไร" มือหยาบกร้านของพี่ลูบหัวผมเหมือนตอนเด็กๆ แม้ฝ่ามือเขาจะเริ่มพุพองจากพลังของผม
"มึงไม่ผิด… กลุ่มพวกนั้นต่างหากที่ผิด มันจบแล้ว… พี่อยู่นี่แล้ว เรากลับบ้านกันนะชาน กลับไปกินปลาเผา… กลับไปทะเลของเรา"
วินาทีนั้น เราทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าไม่มีที่ยืนสำหรับเราในสงครามนี้อีกแล้ว เราเป็นแค่พี่น้องที่อยากกลับบ้าน
แต่ช่วงเวลาแห่งปาฏิหาริย์นั้นสั้นยิ่งกว่าการกะพริบตา
เสียงเหล็กคมแทงทะลุเนื้อดังขึ้นเบาๆ แต่มันดังก้องในความรู้สึก พี่ไชยาตัวกระตุกเฮือก ลมหายใจสะดุดกึก เลือดอุ่นๆ ทะลักออกจากปากเขารดลงบนไหล่ผม
ผมเบิกตากว้าง มองผ่านไหล่พี่ไป…ยูนิต-01 หัวหน้าหน่วยผู้ศรัทธาแรงกล้า มันลากสังขารที่แขนขาดไปข้างหนึ่ง แล้วเข้ามาข้างหลังพี่ไชยาในจังหวะที่เราเผลอ ก่อนจะใช้ดาบเลเปียร์แทงทะลุหลังพี่จนปลายดาบโผล่ออกมาที่หน้าอก
"ภารกิจ… สำเร็จ…" ยูนิต-01 พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "กำจัด… ภัยคุกคาม…แด่ความว่างเปล่า"
"มึง!!"
ผมสะบัดหลังมือของเกราะเหล็กฟาดเข้าที่หน้ายูนิต-01 จนหน้ากากแตกหัก คอหมุนบิดผิดรูป ก่อนร่างของมันกระเด็นลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น
พี่ไชยาทรุดฮวบลงในอ้อมแขนผม เลือดสีแดงฉานไหลนองเต็มพื้นดิน รากไม้รอบตัวเริ่มเหี่ยวเฉาลงตามลมหายใจที่รวยรินของเจ้าของพลัง เสียงดังเรียกชื่อผมและพี่ดังสะท้อนทั่วสนามรบอีกครั้ง
"พี่! ไม่! พี่อย่าเป็นอะไรนะ!" ผมกดแผลที่หน้าอกพี่ไว้ พยายามใช้พลังของตัวเอง…แต่พลังของผมทำได้แค่ทำลายผู้ใช้พลังจิตคนอื่นๆ ผมรักษาใครไม่ได้เลย ยิ่งผมพยายาม พลังแห่งความว่างเปล่าก็ยิ่งกัดกินแผลพี่ผม
"แข็งใจไว้พี่! ผมจะพาพี่ไปหาพวกของพี่"
"ชาน…" เขายิ้ม… รอยยิ้มที่เปื้อนเลือด แต่ดวงตายังคงอบอุ่นเหมือนเดิม "พอเถอะ… พี่รู้ตัวดี… แผลนี้มันโดนหัวใจ"
"ไม่! ผมไม่ยอมเสียพี่ไปอีกแล้ว! ครั้งที่แล้วพี่ก็ทิ้งผมไป!"
เสียงหวีดแหลมบาดหูดังมาจากท้องฟ้า เสียงที่ผมรู้จักดี… เสียงของการล้างบาง เครื่องบินทิ้งระเบิดสีดำสนิทสามลำ บินผ่านเหนือเมฆลงมา ตราสัญลักษณ์ SCP บนปีกสะท้อนแสงจันทร์ พวกมันมาเพื่อลบความผิดพลาดทั้งหมด
ฝาท้องเครื่องเปิดออก…ระเบิดนำวิถีนับร้อยลูกร่วงหล่นลงมาเหมือนห่าฝนแห่งความตาย เป้าหมายคือปูพรมถล่มหุบเขานี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง ไม่ให้เหลือแม้แต่ซาก
"ระเบิดปูพรม…" ผมมองท้องฟ้าด้วยความสิ้นหวัง
"เราจะตายกันหมด…"
"ชาน… ฟังพี่" พี่ไชยากระชากคอเสื้อผม ดึงสติผมกลับมา แม้เลือดจะท่วมปากตัวเองอยู่ก็ตาม
"มึงต้องรอด… มึงต้องมีชีวิตอยู่แทนพี่"
"ผมไม่ไปไหนทั้งนั้นแหละ! จะตายก็ตายด้วยกันตรงนี้เลย!"
"อย่าโง่สิวะ!" พี่ตะคอกเฮือกสุดท้าย นัยน์ตาฉายแววดุเหมือนตอนสั่งสอนผมในวัยเด็ก "มึงมีโอกาสแก้ตัว…มึงต้องรอดไปทำลายวงจรอุบาทว์นี้"
"กลับไป… กลับไปหาจุดยืนของตัวเองซะ ชาน" พี่จับหน้าผม จ้องตาผมเขม็ง
"การโกหก…มึงจะต้องโกหกชาน! มึงจะต้องโกหกโลกทั้งใบ สวมหน้ากากให้แนบเนียน แล้วนั่นจะทำให้เราเจอกันอีกครั้ง แม้จะเป็นแค่ในความทรงจำก็ตาม!"
พี่ไชยารวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย ดวงตาของเขาเรืองแสงสีเขียวเจิดจ้า รากไม้ขนาดยักษ์พุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน รัดร่างผมไว้แน่น
"พี่จะทำบ้าอะไรเนี่ย!"
"ลาก่อน…ไอ้น้องรัก"
รากไม้นั้นเหวี่ยงร่างผมลอยลิ่วข้ามหน้าผา ด้วยแรงมหาศาล มุ่งหน้าสู่แม่น้ำสายใหญ่เบื้องล่างที่ห่างออกไปนอกรัศมีระเบิด
วินาทีที่ผมลอยค้างอยู่กลางอากาศ ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นคือพี่ไชยาที่พยุงร่างตัวเองลุกขึ้นยืน เขากางแขนออกทั้งสองข้าง ท้าทายฝูงเครื่องบินมัจจุราช รากไม้ขนาดใหญ่นับแสนพุ่งขึ้นมาสร้างเป็นโดมปกป้องศพของเพื่อนร่วมรบของเขา
ระเบิดลูกแรกตกกระทบพื้น ตามด้วยลูกที่สอง สาม และสี่ เปลวเพลิงนรกสว่างวาบกลืนกินหุบเขาทั้งใบ แรงระเบิดมหาศาลฉีกกระชากต้นไม้ ก้อนหิน และร่างของพี่ชายผมให้หายไปในพายุเพลิงสีส้มฉาน แสงสว่างจ้าจนตาผมพร่ามัว
ผมทำได้แค่หลับตาลงในขณะลอยตัวเหนือน้ำ… ขดตัวแน่น… และสัมผัสความกลัว… กลัวความเจ็บปวด กลัวความจริงที่เพิ่งเห็น และกลัวว่าครั้งนี้… จะไม่มีใครมาช่วยผมอีกแล้ว
ความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกอย่างอีกครั้ง พร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังไม่ขาดสาย มันเป็นเหมือนเพลงกล่อมเด็กที่โหดร้ายที่สุดเพื่อส่งผมเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง
หายใจเข้าช้าๆ โอ้ใช่ นั่นแหละ ดีมากชาน
เขาลืมตาขึ้นแล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ไล่ตะกอนความฝันที่ขุ่นมัวออกไป ซึ่งมันง่ายกว่าที่คิดเยอะเลย ภาพเพดานสีขาวสะอาดตาของสำนักงานในศูนย์-20 ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นแทนที่ท้องฟ้าสีม่วงของมิติพิศวงในความทรงจำ
"มันจบไปแล้วชาน… จบไปนานแล้วด้วย" เขาคิดในใจ พลางยกมือขึ้นลูบหน้าเพื่อเช็ดคราบเหงื่อตัวเอง
สายตาของเขาเหลือบไปมองกรอบวุฒิบัตรบนผนัง ปริญญานิติศาสตร์และรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ บวกกับประวัติการทำงานในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงภาคเอกชน ที่ถูกปลอมแปลงขึ้นมาอย่างแนบเนียน มันคือเกราะกำบังที่สมบูรณ์แบบ
ช่วงเวลาหลายปีที่เขาหายสาบสูญไปจากโลกภายนอกในฐานะนักบุญแห่งความว่างเปล่าถูกอธิบายและรองรับด้วยเอกสารพวกนั้นว่าเขาไปทำภารกิจลับให้บริษัทข้ามชาติ มันทำให้ช่องว่างในฐานข้อมูลพลเรือนดูสมเหตุสมผล เป็นแค่การทำงานใต้ดินของนักกฎหมายมือสะอาดที่โลกไม่จำเป็นต้องรับรู้
ไม่เคยมีใครรู้เรื่องนี้ และต่อให้รู้ ตัวเขาก็จะทำให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะไม่พูดถึงมันให้เขาได้ยิน เขาอุตส่าห์ใช้เวลาทำงานในสถาบันมากว่า 10 ปี สร้างภาพลักษณ์เจ้าหน้าที่ผู้ทรงภูมิและขี้เล่น จนไม่มีใครแม้แต่คนเดียวคิดที่จะสงสัยในประวัติที่ขาวสะอาดจนเกินจริงของเขาเลย
แต่ตอนนี่เขาไม่ต้องมานั่งกังวลอีกต่อไปเพราะเขามีความสุขดีกับงานที่เขาทำ
บนโต๊ะทำงานเต็มไปด้วยกองเอกสารอนุมัติงบประมาณและรายงานการวิจัยที่วางเกะกะ แฟ้มสีดำปั๊มตราสัญลักษณ์สถาบันวางอยู่บนสุด มันคือคำสั่งและแนวทางปฏิบัติงานใหม่จากเจมส์หรือผู้อำนวยการเจมส์ ผู้ดูแลศูนย์-20 คนปัจจุบัน พี่เลี้ยงคนสำคัญ ที่ดูแลชานเหมือนดร.แมนนี่
เจมส์เป็นคนละเอียด…ละเอียดจนน่ารำคาญในบางครั้ง แต่เขาก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ว่าดร.ชานผ่านอะไรมาบ้าง
เขาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกนิรภัย วิวทิวทัศน์ภายนอกไม่ใช่สลัมที่แออัด ไม่ใช่ป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยกับดัก แต่เป็นทัศนียภาพอันเป็นระเบียบเรียบร้อยของเขตพื้นที่กักกันความมั่นคงสูงของสถาบัน แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบตึกคอนกรีต มันดู…สงบดี
"ดร.ชาน"
เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับเสียงประตูที่เปิดออกโดยไม่ต้องเคาะ เขาหันไปตามเสียง
หญิงสาวในชุดเครื่องแบบปฏิบัติการภาคสนามเต็มยศยืนกอดอกพิงกรอบประตู ผมสีแดงส้มขลับถูกมัดรวบตึง ใบหน้าสวยคมแต่ดุดันฉายแววตำหนิเล็กน้อย ผู้กองไรลีย์ คิม หัวหน้าหน่วยจู่โจมพิเศษที่ชานมักจะกวนประสาทเธอเป็นประจำ และเป็นคู่หูที่ผมไว้ใจให้ระวังหลังให้มากที่สุด
"นี่ยังไม่ไปอีกเหรอ? เราจะสายกันแล้วนะ การประชุมระดับภูมิภาคไม่ได้รอนายคนเดียวนะ จะบอกให้" เธอพูดพลางเคาะนิ้วกับท่อนแขน
เขากระพริบตา ปรับโฟกัสสายตาจากอดีตกลับมาสู่ปัจจุบัน
"หืม? อ๋อ… โทษที พอดีเผลอหลับไปน่ะ"
ไรลีย์หรี่ตามองผม สัญชาตญาณนักล่าของเธอคงจับสังเกตเหงื่อบนหน้าผากและแววตาที่ยังตื่นตระหนกของผมได้ แต่เธอเลือกที่จะไม่ถามจี้จุด
"ฝันอีกแล้วเหรอ?" เธอถามเสียงอ่อนลงเล็กน้อย
"เปล่า…" ดร.ชานยิ้มกลบเกลื่อน เป็ยรอยยิ้มที่เดียวกันที่เขาฝึกฝนจนชำนาญ
"แค่ฝันว่ากำลังหาวิธีโดดงานประชุมน่าเบื่อพวกนั้นน่ะซี่ แต่เธอดันเข้ามาขัดจังหวะพอดีเลย"
"ฝันกลางวันสิไม่ว่า" ไรลีย์ส่ายหน้าอย่างระอา แต่มุมปากเธอยกยิ้มเล็กน้อย
"รีบเก็บของซะ ฉันให้เวลาอีกไม่กี่นาที ไม่งั้นฉันจะลากนายไปทั้งแบบนี้แหละ"
"ครับๆ คุณแม่ขี้บ่น"
เขาลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจไล่ความปวดเมื่อย แล้วเริ่มเก็บเอกสารลงกระเป๋า สายตาผมเหลือบไปเห็นกรอบรูปเล็กๆ ที่วางหลบมุมอยู่ข้างโคมไฟ มันเป็นรูปถ่ายเก่าๆ สีซีดจาง ขอบรูปเปื่อยยุ่ยจนต้องใส่กรอบกระจกทับไว้อีกที
ในรูปนั้น…มีเด็กชายตัวมอมแมมสองคนนั่งยองๆ อยู่ข้างทางเท้าที่สกปรก เสื้อผ้าขาดวิ่น แต่ในมือของทั้งคู่ถือไอศกรีมกะทิ เด็กคนพี่…กำลังยิ้มกว้างจนเห็นฟัน ยื่นไอศกรีมส่วนของตัวเองให้น้อง เด็กคนน้อง…ทำหน้าประกายความสุขเล็กๆ เมื่อได้กินของหวาน
ชาน กับไชยา
เขาจำไม่ได้แล้วว่าใครเป็นคนถ่ายรูปนี้ อาจจะเป็นนักท่องเที่ยวฝรั่งหลงทางที่เราเคยไปหลอก หรืออาจจะเป็นนักข่าวสักคนที่เข้ามาทำสกู๊ปชีวิตเด็กสลัมแล้วจากไป แต่นั่นไม่สำคัญ…สำคัญที่ว่า รูปนี้คือหลักฐานเดียวว่าช่วงเวลาเหล่านั้น มีอยู่จริง ช่วงเวลาที่พวกเขาไม่ได้เป็นนักฆ่า ไม่ได้เป็นสายลับ ไม่ได้เป็นปีศาจแห่งความว่างเปล่า เพียงแค่เป็น…พี่น้อง
"บ้าน…" เขาพึมพำ
บ้านไม่ใช่สถานที่ที่สร้างด้วยอิฐและปูน ไม่ใช่สลัมเฮงซวยนั่น และไม่ใช่คฤหาสน์หรูที่ผมเคยซื้อ แต่บ้านคือที่ที่ใจเราสงบ…ที่ที่พวกเขารู้ว่าตัวเองคือใคร
"ชาน! เสร็จยังเนี่ย!" เสียงไรลีย์ตะโกนมาจากหน้าห้อง
"กำลังไปจ้า!"
ดร.ชานหยิบเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดขึ้นมาสวม ทับรอยแผลเป็นจางๆ ที่แขน ติดบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่หน้าอกพลางสวมแว่นดำอันโปรดของเขา ก่อนจะหยิบกรอบรูปนั้นมาดูเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะวางมันลงที่เดิม…หันหน้าออกไปทางหน้าต่าง
ดร.ชานเดินออกจากห้องทำงาน ก่อนจะปิดไฟทิ้งความมืดมิดไว้เบื้องหลัง เบื้องหน้าคือทางเดินที่สว่างไสว มันคืออนาคตที่มีเรื่องราวอีกมากมายรอให้เขาไปค้นหาอยู่
hello i'm Peter







